![]()

การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้ากับทุกประเทศของสหรัฐฯ ไม่เว้นแม้แต่พันธมิตรเช่นญี่ปุ่น ตามมาด้วยความตึงเครียดกับจีนครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีหญิงได้ไม่นาน จนนำไปสู่การออกมาตรการกดดันและตอบโต้ญี่ปุ่นเป็นระยะของจีน เฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากสถานการณ์ระหว่างประเทศต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน สหรัฐฯ-จีน วิกฤตในตะวันออกกลางที่กระทบต่อบรรยากาศความมั่นคงระหว่างประเทศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งความผันผวนของราคาสินค้าและความต่อเนื่องในการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เป็นปัจจัยผลักดันให้ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายเชิงรุกทั้งการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะการกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือกับมิตรเก่าและใหม่ เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพันธมิตรสหรัฐฯ ด้วยกัน เช่น ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และอินเดีย ที่มีความสัมพันธ์ไม่ราบรื่นกับจีนไม่ต่างจากญี่ปุ่น
เกือบ 2 ปีบนเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ด้วยนโยบายของสหรัฐฯ เอง และความขัดแย้งกับคู่พิพาทและคู่แข่งสำคัญเช่น จีน หรืออิหร่าน จนทำให้ประเทศอื่น ๆ ไม่เว้นแม้แต่พันธมิตรของสหรัฐฯ ทั้งฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก แปซิฟิก และอินเดีย ได้รับผลกระทบไปด้วย และจำเป็นต้องหาทางเอาตัวรอด พร้อมกับเตรียมทางเลือกสำหรับสถานการณ์คับขัน เพื่อพึ่งพาตัวเองให้ได้ในยามวิกฤต เพราะสหรัฐฯ ในวันนี้ดูจะไม่ใช่ผู้รักษาเสถียรภาพ ผู้สร้างสันติภาพ และพันธมิตรที่ไว้ใจได้เหมือนที่ผ่านมา …ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศพันธมิตรสหรัฐฯ ที่มีการดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับความพลิกผันที่เกิดขึ้น และตอบสนองผลประโยชน์ของญี่ปุ่นทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทหาร เห็นได้จากการสานต่อความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือกับฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และอินเดีย ที่มีความขัดแย้งและหวาดระแวงการเคลื่อนไหวของจีนเช่นเดียวกับญี่ปุ่น
ฟิลิปปินส์ยังคงเป็นประเทศที่ญี่ปุ่นขยายความร่วมมือทางทหารและเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยส่งเสริมจากการมีปัญหากับจีนในลักษณะเดียวกันคือ กรณีพิพาทเขตแดนทางทะเลและหมู่เกาะ สำหรับฟิลิปปินส์คือ น่านน้ำในทะเลจีนใต้และหมู่เกาะใกล้เคียง ส่วนญี่ปุ่นคือทะเลจีนตะวันออกและหมู่เกาะเซนกากุหรือเตี้ยวหยู ที่ญี่ปุ่นและจีนเรียกขานต่างกัน นอกจากมีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ต่างแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นแนวร่วมทั้งในภาวะปกติและเมื่อเกิดความตึงเครียด เฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่นที่ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารผ่าน Official Development Assistance (ODA) และ Official Security Assistance (OSA) รวมทั้งขยายความร่วมมือในด้านต่าง ๆ สอดคล้องกับทิศทางสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคง
ที่ผ่านมาญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ฟิลิปปินส์เป็นระยะ โดยส่งมอบยุทโธปกรณ์ เช่น เรือฟริเกต ระบบเรดาร์ และเครื่องบิน รวมทั้งน่าจะส่งออกอาวุธที่ญี่ปุ่นผลิตขึ้นเองให้ฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นหลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นยกเลิกการห้ามการส่งออกเมื่อเมษายน 2569 นอกจากนั้นยังมีการฝึกร่วมทางทหาร เช่น การฝึกร่วมทางทหาร รหัส Balikatan กับกำลังพลสหรัฐฯ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส แคนาดา นิวซีแลนด์ และฟิลิปปินส์ การประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือการยกระดับความสัมพันธ์เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ซึ่งเกิดขึ้นในห้วงที่ผู้นำฟิลิปปินส์เยือนญี่ปุ่นเมื่อพฤษภาคม 2569 รวมทั้งมีการแสดงบทบาทร่วมและสนับสนุนบทบาทของแต่ละฝ่ายในเวทีโลก เช่น การเป็นผู้นำร่วมในการประชุมสุดยอด Asia Zero Emission Community (Azec) ที่เน้นความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และความมั่นคงพลังงานระยะยาว ซึ่งฟิลิปปินส์จะเป็นเจ้าภาพ ในพฤศจิกายน 2569 หรือการสนับสนุนฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน และการสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ในห้วงปี 2570-2571
ส่วนออสเตรเลียเป็นประเทศที่ญี่ปุ่นผลักดันความร่วมมือมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในห้วงที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น เพื่อรองรับความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจ เฉพาะอย่างยิ่งการสร้างหลักประกันการเข้าถึงแหล่งพลังงาน และแร่สำคัญ ซึ่งเป็นเป้าหมายและผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองประเทศ และเช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ ความกังวลต่อภัยจากจีนเป็นวาระร่วมและปัจจัยผลักดันให้ญี่ปุ่นและออสเตรเลียให้ความสำคัญกับความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง โดยต่างถือว่า เป็นพันธมิตรสำคัญในห้วงที่ต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายจากจีนและความไม่นิ่งของสหรัฐฯ เห็นได้จากการที่ออสเตรเลียระบุในยุทธศาสตร์การป้องกันแห่งชาติของออสเตรเลียเมื่อปี 2567 ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่ขาดไม่ได้สำหรับสันติภาพและความรุ่งเรืองในภูมิภาค นอกจากนั้นญี่ปุ่นและออสเตรเลียยังมีบทบาทร่วมกันในการสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่หลังบ้านของออสเตรเลีย ที่ญี่ปุ่นและจีนพยายามรุกเข้าไปขยายอิทธิพล
อินเดียเป็นประเทศในกลุ่ม QUAD ที่ญี่ปุ่นมุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการทูตและกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การทหาร และความมั่นคงไม่น้อยไปกว่าออสเตรเลีย และยิ่งตระหนักถึงความจำเป็นของการขยายความร่วมมือในภาวะที่สถานการณ์โลกพร้อมจะพลิกผันสุดขั้ว โดยการเยือนอินเดียของผู้นำญี่ปุ่นเมื่อกรกฎาคม 2569 ต่อเนื่องจากการเยือนญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีอินเดียเมื่อสิงหาคม 2568 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของญี่ปุ่นในการผลักดันความร่วมมือให้มีผลในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เฉพาะอย่างยิ่งใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ แร่สำคัญ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และอุตสาหกรรมยา ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงสายแรกของอินเดีย Mumbai-Ahmedabad High-Speed Rail Corridor (MAHSR) ซึ่งพัฒนาด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานรถไฟ Shinkansen ของญี่ปุ่น แม้การดำเนินการค่อนข้างล่าช้า ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่พัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็น่าจะนำร่องสำหรับโครงการด้านเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ที่ญี่ปุ่นมีศักยภาพในอินเดีย รวมถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งในการเยือนของผู้นำญี่ปุ่น มีการลงนามในข้อตกลงการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศร่วมกันเป็นครั้งแรก กับทั้งจะร่วมมือด้านการป้องกันประเทศภายใต้ Japan-India Special Strategic and Global Partnership ขณะเดียวกัน กระแสความนิยมอนิเมะญี่ปุ่นในอินเดียจนทำให้อินเดียเป็นตลาดอนิเมะใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากจีน และมีการเปิดโรงเรียนอนิเมะและมังงะแห่งแรกในอินเดียที่เมืองไฮเดอราบัดเมื่อปีที่แล้วน่าจะเป็นอีกรูปแบบของโอกาสในอินเดียของญี่ปุ่น
นอกจากกระชับมิตรเพื่อช่วยรักษาความมั่นคง ญี่ปุ่นยังมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถตนเองเพื่อรองรับรูปแบบการทำสงครามยุคใหม่ ที่โดรนและ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในสนามรบมากขึ้น โดยมีแผนจัดตั้งระบบการป้องกันชายฝั่งที่บูรณาการอากาศยานไร้คนขับ ยานผิวน้ำไร้คนขับ และยานใต้น้ำไร้คนขับ หรือ Synchronized, Hybrid, Integrated and Enhanced Littoral Defense (SHIELD) ซึ่งมีต้นทุนต่ำร่วมกับกำลังรบแบบดั้งเดิม เพื่อพัฒนาระบบป้องกันแบบหลายชั้น เพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามทางทะเล และลดความเสี่ยงของกำลังพล อีกทั้งจะเตรียมความพร้อมรองรับความขัดแย้งในอนาคตที่อาจยืดเยื้อ ด้วยการสำรองยุทโธปกรณ์ และการรักษาความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ รวมถึงเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องปรามและการตอบสนองร่วมกับสหรัฐฯ และร่วมมือกับประเทศอื่นที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน
ด้านการข่าวมีพัฒนาการสำคัญที่ถือเป็นก้าวประวัติศาสตร์ในการเสริมสร้างศักยภาพของญี่ปุ่นจากการที่รัฐบาล ประกาศจัดตั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติและสภาข่าวกรองแห่งชาติเมื่อปลายกรกฎาคม 2569 เพื่อให้การประสานงานและแบ่งปันข้อมูลด้านการข่าวมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ พร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ กับทั้งมีเป้าหมายจะจัดตั้งหน่วยงานด้านข่าวกรองต่างประเทศภายในปี 2570 และในอนาคตก็น่าจะมีการแบ่งปันข้อมูลด้านการข่าวกับสหรัฐฯ และพันธมิตรทั้งระดับทวิภาคี และผ่านความร่วมมือในกลุ่ม Five Eyes และ QUAD
การเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการทหารและการข่าว ร่วมด้วยการสานสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการทูตกับต่างประเทศเป็นก้าวย่างเชิงรุกของญี่ปุ่นในห้วงที่สถานการณ์โลกซับซ้อนและผันผวนสูง เพื่อให้มีขีดความสามารถในการป้องกันประเทศด้วยการพึ่งพาตัวเองและมีบทบาทด้านความมั่นคงมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็จะมีส่วนทำให้การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นมากขึ้น รวมถึงความไม่ลงรอยกับจีน ซึ่งญี่ปุ่นระบุในรายงานสมุดปกขาวประจำปี 2569 ว่าเป็นหนึ่งในภัยคุกคามความมั่นคงร่วมกับเกาหลีเหนือ และรัสเซีย โดยการขยายกำลังทหารและกิจกรรมทางทหารของจีนบริเวณทะเลจีนตะวันออกและโดยรอบไต้หวันเป็นประเด็นความมั่นคงที่สำคัญและน่าห่วงกังวล และเป็นความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ใหญ่ที่สุดที่ญี่ปุ่นจำเป็นต้องตอบสนองด้วยการใช้พลังอำนาจแห่งชาติรอบด้าน
————————————————–







