![]()

FBI เผยแพร่ยุทธศาสตร์ไซเบอร์ หรือ Cyber Strategy เมื่อ 9 กันยายน 2569 FBI ต้องการให้ยุทธศาสตร์ฉบับนี้เป็นแนวทางเชิงรุกของสหรัฐฯ ในการเผชิญหน้ากับอาชญากรรมทางไซเบอร์ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ( ransomware) แฮกเกอร์ที่รัฐให้การสนับสนุน และศัตรูในโลกไซเบอร์ต่อสหรัฐฯ โดยการเผชิญหน้าต่อศัตรูบนโลกไซเบอร์สหรัฐฯ จะดำเนินการเชิงรุกมากขึ้น และจะไม่รอให้สหรัฐฯ ได้รับความเสียหายก่อนแล้วค่อยตามหาร่องรอยและทำการซ่อมแซมระบบ
ยุทธศาสตร์ไซเบอร์ฉบับนี้ยังมีเป้าหมายที่ต้องการตามหาศัตรูบนโลกไซเบอร์ และขัดขวางการปฏิบัติการก่อนที่จะทำความเสียหายต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน และระบบไซเบอร์ในทุกหน่วยงานของสหรัฐฯ ที่มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น นอกจากนี้ หากโลกไซเบอร์ ชาวอเมริกัน หรือเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ทุกรุกราน ผู้ที่รุกรานนั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่รัฐต่างชาติให้การสนับสนุน (นัยคือจีน และอิหร่าน) ต้องได้รับผลตอบแทน และเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
แนวทาง 4 แนวทางที่ยุทธศาสตร์ไซเบอร์ฉบับนี้ ระบุไว้ก็คือ ขัดขวางการรุกเข้ามาของศัตรู ดำเนินการสอบสวน รวบรวมหลักฐาน และข่าวกรอง รวมทั้งแยกแยะเป้าหมายที่มีศักยภาพในอนาคตได้ ซึ่งย้ำการดำเนินการ 4 แนวทางนี้แบบเป็นวงจรอย่างต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด เริ่มตั้งแต่ แยกแยะ/ชี้ชัดเป้าหมาย เข้าใจระบบและเจตนารมณ์ของเป้าหมาย ดำเนินการขัดขวาง รวบรวมหลักฐานจากการปฏิบัติการ และใช้ข้อมูลที่ได้มาทำการสกัดกั้นและขัดขวาง นอกจากนี้ ในยุทธศาสตร์นี้มุ่งเป้าเชิงรุก และตอบโต้กลับไปที่ระบบ/โครงสร้างของศัตรูที่ปล่อยมาทำลายระบบของสหรัฐฯ มากกว่าตัวผู้กระทำ เช่น แฮกเกอร์
FBI ระบุด้วยว่ายุทธศาสตร์ไซเบอร์ให้ความสำคัญอย่างมากต่อข่าวกรองภัยคุกคามทางไซเบอร์ (cyber threat intelligence) เนื่องจากการรวบรวมข่าวกรองประเภทนี้ได้มากเท่าไร ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการแยกแยะตัวเป้าหมาย และเทคนิคที่จะดำเนินการเพื่อตอบโต้ FBI จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เพื่อไม่ให้การถูกรุกรานทางไซเบอร์จากภายนอกส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกัน เนื่องจากระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่มีการเชื่อมโยงกันทางดิจิทัลนั้น ภาคเอกชนของสหรัฐฯ จะเป็นผู้ดูแล นอกจากนี้ แนวโน้มภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ก็มีเพิ่มขึ้นจากที่โลกเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น และต่างชาติที่เข้าไปรุกรานในโลกไซเบอร์ของสหรัฐฯ นำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI ) มาใช้มากขึ้น







