![]()

ข่าวสารกรณีพิพาทระหว่างคู่ขัดแย้งเหนือน่านน้ำและหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ที่ยืดเยื้อยาวนานและไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด กับทั้งบางครั้งกลายเป็นทะเลเดือดจากการเผชิญหน้าทางทหาร ดังนั้น การปะทะระหว่างหน่วยยามฝั่งกับเรือพลเรือน รวมถึงความเคลื่อนไหวทางทหารของประเทศทั้งในและนอกภูมิภาคเหนือน่านน้ำดังกล่าว ย้ำเตือนถึงความสำคัญของทะเล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตและอธิปไตยของรัฐที่ต้องปกป้อง และมีความสำคัญมากขึ้นในเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ในฐานะที่เป็นเส้นทางขนส่งและจุดเชื่อมโยงในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มเติมจากการเป็นแหล่งทรัพยากรทั้งประมง แร่ธาตุ และพลังงาน
……..สิ่งเหล่านี้เป็นการยืนยันถึงความสำคัญของทะเลที่นับวันจะเพิ่มขึ้นและจะเผชิญความท้าทายมากขึ้นจาก สถานการณ์ระหว่างประเทศ ทั้งในยามสงบและยามสงคราม …….เมื่อทะเลเป็นเครื่องมือในการต่อรองและบั่นทอนความมั่นคงปลอดภัยเช่นที่เกิดขึ้นในทะเลดำและช่องแคบฮอร์มุซ
การบุกดินแดนยูเครนของรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ กว่า 4 ปี ไม่เพียงกระทบต่อความมั่นคงของดินแดนบนบก แต่พื้นน้ำในทะเลดำก็ได้รับผลกระทบจนเคยถึงระดับการขาดแคลนธัญพืชอยู่ช่วงระยะเลาหนึ่ง เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและเส้นทางขนส่งสินค้าส่งออกของทั้งสองประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งข้าวสาลีและธัญพืช ซึ่งรัสเซียเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีมากที่สุดในโลกประมาณ 41 ล้านตัน ส่วนยูเครนส่งออกมากเป็นลำดับที่ 6 ของโลกเมื่อปี 2568 รวมถึงน้ำมันที่เป็นสินค้าออกสำคัญของรัสเซีย ส่วนการมุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานเช่น ท่าเรือ คลังสินค้าขาออก และเส้นทางขนส่งสินค้าในทะเลดำ เพื่อตอบโต้กัน ทำให้ปริมาณการส่งออกของทั้งสองประเทศลดลง โดยการส่งออกข้าวสาลีและธัญพืชผ่านเส้นทางทะเลดำของรัสเซียลดลงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ขณะที่การโจมตีของรัสเซียต่อเรือขนส่งสินค้าของยูเครนในทะเลดำก็ทำให้ยูเครนส่งออกธัญพืชได้น้อยลงไม่ต่างกัน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลที่เริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อปลายกุมภาพันธ์ 2569 และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ทะเลจะเผชิญความท้าทายมากขึ้นจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ รวมถึงการเป็นอีกสมรภูมิของการสู้รบเมื่อเกิดความขัดแย้ง รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร รวมทั้งยังเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาอาหารโลกปรับสูงขึ้น ส่วนความเสียหายทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็เกิดขึ้นทั่วโลกจากการสกัดกั้นการเดินเรือและการใช้กำลังทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซที่เกิดขึ้นมานานหลายเดือน
หลักเสรีภาพในการเดินเรือและกฎหมายระหว่างประเทศ
สถานการณ์ที่บั่นทอนเสถียรภาพและความมั่นคงทางทะเลทั้งสองพื้นที่ยิ่งทำให้เสรีภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือเป็นประเด็นที่นานาประเทศห่วงกังวล อีกทั้งเป็นการย้ำเตือนว่า ความมั่นคงทางทะเลเป็นผลประโยชน์ร่วมของ ทุกประเทศที่ต้องปกป้องทั้งในเชิงความมั่นคงและเศรษฐกิจ เห็นได้จากที่ประชุมองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization-IMO) ซึ่งมีสมาชิก 176 ประเทศ และสมาชิกสมทบอีก 3 ประเทศ เมื่อกลางกรกฎาคม 2569 มีมติยืนยันการรักษาหลักเสรีภาพในการเดินเรือและการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐต่าง ๆ ต้องรับรองสิทธิการเดินเรือผ่านช่องแคบระหว่างประเทศอย่างเสรี ปลอดภัย และเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเห็นว่า การรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือที่สำคัญควรเป็นความรับผิดชอบร่วมระหว่างรัฐ เพื่อคุ้มครองเสรีภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือ และลดผลกระทบต่อการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ ที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ขณะที่การเกิดขึ้นของกรอบความร่วมมือ GUIDE (Guiding Principles for Underwater Infrastructure Defence Exchanges) ในห้วงการประชุม Shangri-La Dialogue ครั้งที่ 23 ที่สิงคโปร์ เมื่อ ปลายพฤษภาคม 2569 ของ 16 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย บรูไน เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี ลิทัวเนีย มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ กาตาร์ สิงคโปร์ สวีเดน สหราชอาณาจักร และไทย เป็นอีกสิ่งบ่งชี้ถึงความต้องการสร้างความมั่นคงทางทะเล รวมถึงความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานใต้น้ำสำคัญ เฉพาะอย่างยิ่งสายเคเบิลโทรคมนาคม ที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ แม้ตามปกติสายเคเบิลใต้น้ำได้รับความเสียหายอยู่แล้วในแต่ละปีจากเหตุเรือชน การทอดสมอ หรือการทำประมง โดยกระแสข่าวการขู่จะโจมตีสายเคเบิลใต้น้ำหลังการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความรุนแรงเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความห่วงกังวลต่อความเสี่ยงดังกล่าวมากขึ้น
แนวโน้มความสำคัญของความมั่นคงทางทะเล และเป็นความท้าทาย
ปัจจุบันและในอนาคตความต้องการใช้ประโยชน์จากทะเลของประเทศต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้นทั้งกิจกรรมที่ถูกและผิดกฎหมายในเชิงพาณิชย์และความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการทำประมง การท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเล การขนส่ง การเป็นแหล่งพลังงานและทรัพยากรใต้ทะเล รวมถึงการเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับทะเล เช่น ฐานทัพ ท่าเรือ แท่นขุดเจาะน้ำมัน เหมืองแร่ใต้ทะเลลึก และสายเคเบิลใต้น้ำ ผลประโยชน์ทางทะเลเหล่านี้ ทำให้การสร้างความมั่นคงทางทะเลยิ่งมีความสำคัญ และเป็นความท้าทายมากขึ้นในการรักษาความมั่นคง เนื่องจากกิจกรรมในทะเลที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในทะเลมีมากขึ้นตามไปด้วย รวมถึงความพยายามบ่อนทำลายความมั่นคงทางทะเลในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อทำลายผลประโยชน์/ศักยภาพของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งอาจเป็นการกระทำของรัฐและตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ และความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่จำกัดเฉพาะคู่ขัดแย้ง เช่นกรณีรัสเซีย-ยูเครน และสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้าง และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูให้กลับสู่ภาวะเดิม







