![]()

ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index – CPI) ของไทยปี 2568 ตกต่ำลง และคะแนนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 42 คะแนน โดยไทยได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่อันดับ 116 เทียบกับปี 2567 ได้ 34 คะแนน อยู่อันดับ 107 การที่ CPI ของไทยถดถอย ทำให้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของไทยลดลง เนื่องจาก CPI มีอิทธิพลต่อการประเมินของหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เช่น Moody’s หรือ S&P รวมถึง การประเมินนโยบายและสถาบันระดับประเทศ (Country Policy and Institutional Assessment – CPIA) ของธนาคารโลก
อย่างไรก็ดี CPI ไม่มีผลกระทบโดยตรงของไทยต่อการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) เนื่องจากนาย Frantisek Ruzicka รองเลขาธิการ OECD ชี้แจงอย่างชัดเจนระหว่างการเยือนไทยเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ว่า OECD ไม่ใช้ดัชนี CPI เป็นเงื่อนไขหรือเกณฑ์ตัดสินในการพิจารณาเข้าเป็นสมาชิก
ประเด็นที่ OECD ให้ความสำคัญคือ ความมุ่งมั่นทางการเมือง การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกระบวนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบน (OECD Anti-Bribery Convention) ซึ่งเป็นตราสารทางกฎหมายระหว่างประเทศฉบับแรกและฉบับเดียวที่มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ โดยการกำหนดมาตรฐานที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเพื่อให้การให้สินบนดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญา
OECD ยังใช้กระบวนการประเมินระหว่างประเทศ (peer review) ที่เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและเสนอข้อแนะนำต่อรัฐบาล รัฐสภา ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดการปรับปรุงเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการใช้ผลดัชนีขององค์กรต่างๆ เป็นเกณฑ์ตัดสินชี้ขาด
ไทยยังมีความก้าวหน้าที่สำคัญ คือ การยื่นบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (Initial Memorandum – IM) เพื่อประเมินความสอดคล้องด้านกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยกับมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีของ OECD ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นขั้นตอนทางเทคนิคภายใต้กระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD รวมถึงยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเพื่อเริ่มกระบวนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา OECD Anti-Bribery Convention ซึ่งเป็นการยกระดับสถานะของไทยเป็นประเทศที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Candidate Country) ก่อนเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD โดยสมบูรณ์
องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International – TI) ซึ่งจัดทำและเผยแพร่ CPI ปี 2568 เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ก็ยอมรับว่า CPI ไม่ใช่ตัวชี้วัดระดับการทุจริตที่สมบูรณ์และรอบด้านมากที่สุด ควรใช้ดัชนีของหน่วยงานอื่นๆ พิจารณาควบคู่ไปด้วย เช่น Global Corruption Barometer เนื่องจากดัชนี CPI มีข้อจำกัดจากการรวบรวมข้อมูลมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารเพียง 13 แห่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศตะวันตก เช่น World Economic Forum (WEF) International Institute for Management Development (IMD) Economist Intelligence Unit (EIU) และ S&P เป็นต้น
แม้ CPI เน้นเฉพาะภาครัฐเกือบทั้งหมด รวมทั้งสำรวจเฉพาะผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของระบบราชการ มากกว่าภาคเอกชน แต่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของไทย ได้ใช้คะแนนดัชนี CPI เพื่อประเมินความโปร่งใสของไทย และกำหนดแนวทางการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน (Integrity and Transparency Assessment – ITA) สำหรับทุกหน่วยงานภาครัฐ ครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านคุณธรรมในการทำงาน (Work Integrity) เช่น การบริหารงานบุคคล งบประมาณ และด้านความโปร่งใส (Transparency) เช่น การเปิดเผยข้อมูล การมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้รับบริการ เพื่อยกระดับการบริหารราชการให้มีธรรมาภิบาลและลดปัญหาการทุจริตในประเทศ
ดังนั้น ไทยก็ต้องเดินหน้าการสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติเกี่ยวกับพัฒนาการการดำเนินงานของส่วนราชการตามแนวทาง ITA และความคืบหน้าการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนของ OECD เพื่อให้ CPI ของไทยปี 2569 ดีขึ้น ควบคู่ไปกับชี้แจงให้ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนของไทยให้ลดความกังวลต่อภาพลักษณ์ดังกล่าวว่า เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาพลักณ์ในการเดินหน้าสนับสนุนของรัฐบาลในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment-FDI) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2569







