![]()

สหรัฐฯ ใช้การเผยแพร่รายงานทบทวนนโยบายการค้าของประเทศอื่น ๆ เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นเครื่องมือส่งสัญญาณกดดันให้ประเทศคู่ค้า ปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของนักลงทุนและนักธุรกิจชาวอเมริกัน โดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐฯ ปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก หรือ America First ล่าสุด USTR หรือสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อ 30 เมษายน 2569 เผยแพร่รายงาน 2026 Special 301 Report หรือรายงานการประเมินนโยบายปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property-IP) ของคู่ค้าสหรัฐฯ ทั่วโลกมากกว่า 100 ประเทศ รวมทั้งไทย เพื่อเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณา และให้นักธุรกิจอเมริกันใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนเพิ่มพูนความร่วมมือกับต่างประเทศ
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก และเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ USTR จัดให้สหภาพยุโรป (EU) อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง (Watch List) เป็นครั้งแรก เนื่องจาก EU ออกกฎหมาย General Pharmaceutical Legislation ที่อาจขัดขวางบริษัทยาของสหรัฐฯ ไม่ให้สามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ใน EU รวมทั้งอาจบังคับให้บริษัทสหรัฐฯ ต้องเผยแพร่ข้อมูลมากขึ้น นอกจากนี้ EU ยังได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ มากกว่า 218,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าสหรัฐฯ-จีน
รายงานดังกล่าวยังกำหนดให้เวียดนาม เป็นประเทศคู่ค้าที่เป็นประเทศที่มีปัญหาด้านการคุ้มครองและการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในระดับรุนแรงที่สุด หรือ Priority Foreign Country (PFC) เป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี เพราะปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในเวียดนามส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ อย่างมาก และรัฐบาลเวียดนามไม่เจรจากับสหรัฐฯ ในประเด็นดังกล่าว ตลอดจนล้มเหลวที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 USTR จัดเวียดนามอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง (Watch List)
ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง (Watch List) ว่าเป็นคู่ค้าที่ยังมีปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตามมาตรา 301 ของกฎหมายปกป้องเศรษฐกิจและการค้า ที่สหรัฐฯ ใช้เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลและประเมินนโยบายของต่างประเทศ ซึ่งเมื่อปี 2568 สหรัฐฯ ประเมินว่าไทยยังเผชิญปัญหาการซื้อ-ขายสินค้าปลอมในตลาดออนไลน์ มีการใช้อุปกรณ์เพื่อละเมิดลิขสิทธิ์รายการและแพล็ตฟอร์มออนไลน์ (illicit streaming devices) ยังไม่มีระบบที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการลักลอบใช้เครื่องหมายการค้าเชิงพาณิชย์ ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญามากพอ และมีขั้นตอนที่ไม่อำนวยความสะดวกด้านการออกสิทธิบัตรยา…ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ แจ้งข้อมูลกับไทยเพื่อให้เตรียมข้อมูลที่จำเป็นต่อการเจรจาการค้า และเตรียมหลักฐานที่จะทำให้สหรัฐฯ เชื่อว่าไทยไม่มีเจตนาเอาเปรียบการค้ากับสหรัฐฯ
มีข้อสังเกตว่า ในรายงานของ USTR ประจำปี 2569 ให้ความสำคัญกับเรื่อง Geographical Indications หรือ GI หรือเครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจง ในประเทศต่าง ๆ เพราะสหรัฐฯ มีมุมมองว่า การที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้า GI ทำให้สินค้าใหม่นั้นมีโอกาสเป็นคู่แข่งในตลาด และไม่เป็นผลดีต่อสินค้าเดิมที่ชาวอเมริกันเป็นผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกสินค้าประเภทเดียวกัน ดังนั้น USTR ระบุชัดเจนว่าต้องการเพิ่มความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า รวมทั้งไทย เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาสินค้า GI จะต้องไม่ส่งผลเสียต่อบริษัทสหรัฐฯ กระบวนการกำหนดสินค้า GI ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งปัจจุบัน สหรัฐฯ เจรจาประเด็นนี้สำเร็จแล้วกับอินโดนีเซีย มาเลเซีย และกัมพูชา แต่ยังอยู่ระหว่างเจรจาทำข้อตกลงร่วมกับไทย
แม้ว่า USTR ของสหรัฐฯ จะมีมุมมองเชิงลบต่อนโยบายการค้าของไทย โดยเฉพาะปัญหาการใช้สินค้าและบริการที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่แตกต่างจากเมื่อปี 2568 แต่ USTR ก็ชื่นชมกรณีไทยมีความคืบหน้ากฎหมายสิทธิบัตร และขยายความร่วมมือกับต่างประเทศเรื่องปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และต่อต้านการซื้อ-ขายสินค้าปลอมในตลาดออนไลน์ รวมทั้งตระหนักว่าไทยให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านการเจรจาในกรอบ Agreements on Reciprocal Trade (ART) หรือกรอบความร่วมมือทางการค้าทวิภาคีที่สหรัฐฯ สนับสนุน เพราะมุ่งเน้นการเปิดเสรีตลาดสินค้าและบริการระหว่าง 2 ประเทศ โดยใช้หลักการ “ต่างตอบแทน” …เท่ากับว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะได้รับผลประโยชน์ในระดับที่เท่าเทียมกัน
กล่าวโดยสรุป USTR และรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการให้ไทยปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (Copyright Act) บังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดเรื่องละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด และร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อให้มั่นใจว่านักธุรกิจและผู้ประกอบการชาวอเมริกันสามารถเข้าถึงตลาดสินค้าและบริการของไทยได้อย่างไม่มีอุปสรรคขัดขวาง และไม่ถูกแสวงประโยชน์จาก “ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์” ทั้งในตลาดออฟไลน์และออนไลน์
ไทยต้องทำอย่างไร…….
รายงานฉบับนี้สะท้อนว่า USTR ยังต้องการร่วมมือกับไทยเพื่อแก้ไขประเด็นที่สหรัฐฯ เชื่อว่าเป็นอุปสรรคการค้า ดังนั้น หากไทยต้องการทำให้ USTR เข้าใจความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของไทยมากขึ้น เพื่อให้ในการประเมินครั้งหน้า ไทยอาจหลุดออกจากกลุ่มประเทศเฝ้าระวัง ก็อาจต้องใช้ความร่วมมือกับหน่วยงานของสหรัฐฯ โดยตรง เป็นช่องทางสื่อสารและโน้มน้าวให้ USTR เข้าใจและเปลี่ยนมุมมองต่อไทยในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งหน่วยงานดังกล่าว ได้แก่ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ที่ปัจจุบันร่วมมือกับไทยด้านการฝึกร่วมผ่านศูนย์ความร่วมมือ National Intellectual Property Rights Coordination Center หรือ IPR Center นอกจากนี้ ไทยอาจเสริมสร้างความพร้อมการเจรจากับสหรัฐฯ ในกรอบ Agreement on Reciprocal Trade ที่เป็นกลไกสำคัญในรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ไทยต้องประเมินความคุ้มค่าและรักษาสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรฐานของสหรัฐฯ กับการปกป้องตลาดสินค้าของไทย เพราะการเจรจากับสหรัฐฯ ในกรอบ Agreement on Reciprocal Trade ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 99 ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมจากสหรัฐฯ เพิ่ม รวมทั้งต้องยอมรับสิทธิบัตรยารักษาโรคตามมาตรฐานของสหรัฐฯ แลกกับสหรัฐฯ จะคงภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่ร้อยละ 19 …ซึ่งขัดแย้งกับ “ความยุติธรรม” ที่สหรัฐฯ ตั้งเกณฑ์ไว้ ทำให้ไทยจำเป็นต้องเจรจาอย่างรอบคอบ เนื่องจากท้ายที่สุดแล้ว มุมมองของสหรัฐฯ ในรายงานของ USTR ก็เน้นปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงความยุติธรรมที่แท้จริง
และเมื่อตั้งข้อสังเกตถึงประเทศที่ USTR หรือสหรัฐฯ มีมุมมองว่ามีปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (Priority Watch List) หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีปัญหามากกว่าไทย เช่น จีนและอินโดนีเซีย ก็ไม่ได้สนใจจะพยายามดำเนินการทุกขั้นตอนตามที่สหรัฐฯ เสนอ เพียงเพื่อให้หลุดออกจากการจัดอันดับของสหรัฐฯ… ดังนั้น ไทยจึงต้องยืนหยัดปกป้องตลาดการค้าในประเทศเป็นหลัก ควบคู่กับร่วมมือกับมหาอำนาจในประเด็นที่เป็นประโยชน์กับประชาชนไทย การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของไทยเอง และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้ “มุมมอง” ของประเทศอื่น ๆ แทรกแซงหรือทำลายความมั่นคงภายในประเทศ







