![]()

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ต้องจัดให้เป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ ในยุทธศาสตร์แห่งชาติ นอกเหนือจากความมั่นคงด้านอธิปไตยและการเมือง เนื่องจากเศรษฐกิจนั้น หมายถึงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อองค์ประกอบของรัฐในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การแจกจ่าย การบริโภค การบริหารจัดการ การจ้างงาน การแลกเปลี่ยน และการจัดสรรทรัพยากร ดังนั้น เศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชนไม่แพ้เรื่องการเมือง เพราะทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการนึกถึงวิธีการบริหารจัดการเงินทุนที่มีอยู่ในแต่ละเดือนของมนุษย์เงินเดือนและพนักงานทั้งหลาย การที่ผู้บริหารบริษัทจะต้องเลือกทำข้อตกลงเพื่อขยายการลงทุนร่วมกับนายทุนรายอื่น ๆ รวมไปถึงการคำนวณรายได้จากการเก็บภาษีของรัฐบาล ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อสร้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ซึ่งหมายถึงการทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความปลอดภัย และมีเสถียรภาพต่อไปนั่นเอง
ในช่วงต้นปี 2569 มีรายงานขององค์กรระหว่างประเทศและนักวิเคราะห์จำนวนมากที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทย จะเผชิญสภาวะยากลำบากและมีอุปสรรคท้าทายจากหลายปัจจัย และปัจจัยแรกที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก ก็คือสถานการณ์ระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง เพราะปัจจุบัน “รัฐ” หรือผู้บริหารประเทศต่าง ๆ กำลังใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ (statecraft) เพื่อสร้างและรักษาอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ เพราะผลจากโลกาภิวัตน์ (globalization) ทำให้ปัจจัยเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ผ่านการทำข้อตกลงและความร่วมมือทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” กลายเป็นหน้าที่รัฐต้องรักษาและเสริมสร้างไว้ให้ประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและทำให้เกิดการพัฒนา ดังนั้น รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ต่างก็ต้องใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจให้เป็น เพื่อปกป้องความมั่นคงและความปลอดภัยทั้งในประเทศและในต่างประเทศ
ตัวอย่างการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจของไทยที่เป็นรูปธรรม เช่น ไทยใช้มาตรการลดภาษีและมอบสิทธิประโยชน์พิเศษ เพื่อดึงดูดการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง และการที่ไทยลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการส่งออกระหว่างกัน รวมถึงการที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งจันและขยายโอกาสการเคลื่อนย้ายทุน สินค้า บริการ และแรงงานระหว่างประเทศ
เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่เรามีโอกาสจะได้เห็นรัฐและประเทศต่าง ๆ นำไปใช้เพื่อเสริมอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอน รวมทั้งมีสภาวะความขัดแย้งในหลายพื้นที่ อาจประกอบด้วย 4 เครื่องมือ ดังนี้
มาตรการคว่ำบาตร – ลงโทษศัตรูหรือบีบบังคับ
มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเงิน มีแนวโน้มที่ประเทศมหาอำนาจจะใช้เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในสภาวะความขัดแย้งและความตึงเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐฯ กับจีน ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเงินต่อประเทศอื่น ๆ มากที่สุด เป้าหมายหลัก คือ รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ต่อมาอาจจะเป็นยุโรปที่มีมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเงินต่อรัสเซีย เพราะสถานการณ์ในยูเครน เช่น การอายัดทรัพย์สินของรัสเซียในยุโรป แต่มีข้อสังเกตว่าในระยะหลัง จีนก็กำลังเริ่มเดินตามแนวทางของสหรัฐฯ ด้วยการประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าต่อประเทศที่ดำเนินนยโยบายขัดแย้งกับจีน กรณีตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่ ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันความสัมพันธ์ตึงเครียดจากกรณีไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมีความเห็นว่าแท้จริงแล้ว มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเงิน ไม่เคยสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือทำให้ประเทศเป้าหมายเปลี่ยนนโยบายได้จริง ซ้ำยังเสี่ยงทำให้เกิดความล้มเหลวทางเศรษฐกิจและวิกฤตด้านความมั่นคงมนุษย์ด้วย มาตรการคว่ำบาตรจึงควรเป็นเครื่องมือสุดท้ายที่รัฐนำไปใช้เพื่อจัดการกับปัญหาระหว่างประเทศ
ข้อตกลงการค้า – เสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แม้ว่าสถานการณ์ความมั่นคงโลกจะซับซ้อนและคาดการณ์ยาก แต่การทำข้อตกลงการค้า ยังคงเป็นเครื่องมือเสริมความสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถไปนำไปสู่การรักษาสมดุล หรือต่อรองอำนาจในเกมการแข่งขันอิทธิพลระหว่างประเทศมหาอำนาจได้อย่างดี จะเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 2.0 เลือกที่จะใช้นโยบายภาษีตอบโต้ (Tariff) กับทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู เพื่อกดดันให้เกิดการทำข้อตกลงการค้าแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ America First มากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ทำให้มิตรกับศัตรูของสหรัฐฯ กลายเป็น “หุ้นส่วนเฉพาะกิจ” ที่ร่วมมือกันและทำข้อตกลงการค้าใหม่ระหว่างกันเองได้ เพื่อทำให้สหรัฐฯ เห็นว่าประเทศต่าง ๆ มีอิสระที่จะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศ และขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศใดก็ได้เช่นกัน
ข้อตกลงการค้า เป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าต่อความมั่นคงในหลากหลายมิติ เพราะเสริมความสัมพันธ์ที่ดีและมีโอกาสนำไปสู่การผูกพันผลประโยชน์แห่งชาติระหว่างประเทศได้ ตลอดจนอาจตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ ลดความท้าทายจากการขาดแคลนทรัพยากร หรือทำให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการที่หลากหลายได้ จนทำให้ยุคหนึ่ง นักวิชาการเชื่อว่าข้อตกลงการค้าเป็นสิ่งที่ป้องกันสงครามหรือความขัดแย้งได้ …แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะข้อตกลงการค้าต้องเกิดจากความร่วมมือและการปฏิบัติตามอย่างจริงใจของประเทศที่ลงนาม ไม่เช่นนั้น ข้อตกลงการค้าก็ถูกยกเลิก หรือหมดอายุไปได้
ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ – สร้างอำนาจเหนือกว่า
นิ้วมือทั้ง 5 ของมนุษย์มีขนาดไม่เท่ากันฉันใด รัฐหรือประเทศต่าง ๆ ก็มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจที่ไม่เท่ากันฉันนั้น …ซึ่งระดับความแตกต่างกันอาจเกิดจากทรัพยากรธรรมชาติหรือขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ ดังนั้น ประเทศที่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจมาก มีความมั่งคั่งทั้งงบประมาณและทรัพยากร จึงสามารถขยายอิทธิพลเหนือรัฐอื่น ๆ ได้ด้วยการให้ “ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ” ผู้ที่ใช้เครื่องมือนี้ได้ในปัจจุบัน มีทั้งรัฐบาลประเทศ ที่โดดเด่น ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่งลดการใช้เครื่องมือนี้ เพราะเชื่อว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกันโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีองค์การระหว่างประเทศที่เป็นกลไกความร่วมมือระดับพหุภาคี เช่น สหประชาชาติ (UN) หรือสหภาพยุโรป (EU) รวมทั้งองค์กรพัฒนาภาคเอกชนระดับโลก หรือ NGOs ซึ่งอาจมีรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งอยู่เบื้องหลัง แต่แสดงบทบาทในการให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแทน
ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือที่เสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก ขณะเดียวกันก็มักมีเงื่อนไขและผลประโยชน์ทางการเมืองผสมผสานไปด้วย เหมือนความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจของจีนต่อประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ถูกจับตามองว่าเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่มีการเพิ่มอิทธิพลทางการเมืองไปด้วย เครื่องมือนี้จึงมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะสามารถขยายการใช้ประโยชน์ได้หลากหลายแนวทาง
นโยบายด้านการลงทุน – สร้างความสามารถในการแข่งขัน
การลงทุนระหว่างประเทศยังถือว่าเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทุกประเทศต้องการ เพราะ “ผู้ลงทุน” ยังคงแสวงหาพื้นที่การผลิตที่สร้างกำไรเชิงพาณิชย์และสร้างพลังอำนาจในฐานะตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actor) ในเวทีระหว่างประเทศ…นักวิชาการรัสเซียเชื่อว่ากลุ่มนายทุนและนายธนาคารอเมริกันเชื้อสายยิว รวมทั้งตระกูลการเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจโลกมาตลอด แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ระเบียบโลกใหม่มีความหลากหลาย และมีประเทศอื่น ๆ ที่พร้อมจะท้าทายระเบียบเศรษฐกิจโลกของสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะจีน ทำให้ทั่วโลกได้เห็นการลงทุนของจีนที่กระจายไปทุกภูมิภาค ก้าวข้ามความแตกต่างทางวัฒนธรรม และในทางกลับกันก็ทำให้ “วัฒนธรรมจีน” ได้รับการยอมรับมากขึ้น
การลงทุนระหว่างประเทศจะเป็น 1 ในเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ จะแข่งขันกันออกแบบให้สามารถดึงดูดนักลงทุนที่มีศักยภาพให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะการลงทุนด้านเทคโนโลยี ข้อมูล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ขณะที่ “ผู้ลงทุน” ก็จะออกแบบการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ตอบโจทย์ความมั่นคงชาติเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายอิทธิพล สร้างอาณาจักรในต่างประเทศ หรือการครอบงำเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านสัญญาการลงทุนในระยะยาว
เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่รัฐสามารถใช้สร้างอำนาจให้ตนเอง หรือลดอำนาจของประเทศอื่น ๆ ยังมีอีกหลายหลายชนิด ซึ่งหากผู้กำหนดนโยบายประเทศต่าง ๆ สามารถบริหารจัดการเครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเข้าใจวิธีการใช้เครื่องมือเหล่านี้ของประเทศอื่น ๆ ก็จะสามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศได้







