![]()

สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังมีการปะทะทางทหารและการโจมตีระหว่างกันต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศและทั่วโลกมากเท่าเหตุการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ปัจจุบัน ยูเครนเผชิญความยากลำบากที่จะต้านทานปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียมากขึ้น เนื่องจากยูเครนขาดงบประมาณสนับสนุน และที่สำคัญ คือ สหรัฐฯ ลดระดับความจริงจังและบทบาทที่จะผลักดันการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซีย และไปให้ความสำคัญกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางมากกว่า ทำให้การเจรจากับรัสเซียไม่มีความคืบหน้าที่เป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของยูเครน นอกจากนี้ บทบาทของผู้แทนการเจรจาของสหรัฐฯ ที่เดินทางไปรัสเซียบ่อยครั้ง กลายเป็นผลดีต่อรัสเซียมากกว่า ดังนั้น ยูเครนจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบการรักษาความมั่นคง ด้วยการไปให้ความสำคัญกับการผลักดันการหารือระหว่างผู้นำยูเครนและผู้นำรัสเซียโดยตรง และจะให้ตุรกีเป็นประเทศผู้ประสานงาน
สาเหตุที่ทำให้ยูเครนเปลี่ยนรูปแบบการจัดการความสัมพันธ์กับรัสเซีย จากการใช้เครื่องมือด้านการทหาร ไปเน้นการทูต เป็นเพราะผู้นำยูเครนเริ่มไม่เชื่อมั่นทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ยูเครนสูญเสียกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ไปจำนวนมาก และไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือในปริมาณที่เพียงพอต่อการผลิตยุโปกรณ์รุ่นใหม่ ทำให้เสี่ยงแพ้ในสงคราม แม้จะมีรายงานว่ายูเครนมีอากาศยานไร้คนขับและหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่พร้อมใช้ในการทำสงครามกับรัสเซียแล้วก็ตาม แต่เป็นเทคโนโลยีที่ลงทุนสูง ปัจจุบัน ยูเครนจึงมีความพยายามทางการทูต โดยนาย Andrii Sybiha รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน เร่งโน้มน้าวตุรกีให้เป็นผู้ประสานงานและเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาระหว่างประธานาธิบดียูเครน กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย
แนวโน้มการเจรจาระหว่างผู้นำยูเครนกับผู้นำรัสเซียเพื่อลดระดับความขัดแย้งมีความเป็นไปได้ต่ำ เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ยอมรับเงื่อนไขยุติสงครามระหว่างกัน นอกจากนี้ รัสเซียไม่พอใจยูเครนอย่างมาก กรณีใช้อากาศยานไร้คนขับ และการโจมตีทางอากาศปฏิบัติการโจมตีในมาตุภูมิรัสเซียเพิ่มขึ้น ทำให้พลเรือนและคลังน้ำมันสำคัญในประเทศได้รับความเสียหาย ดังนั้น สงครามรัสเซีย-ยูเครนมีแนวโน้มจะยืดเยื้อต่อไป







