![]()

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เผยแพร่คำเตือนอิหร่านเมื่อ 17 พฤษภาคม 2569 เพื่อกดดันให้ยอมรับเงื่อนไขการเจรจายุติสงคราม โดยระบุว่าอิหร่านจำเป็นต้องตัดสินใจให้เร็ว เวลาเหลือไม่มาก ไม่เช่นนั้นอาจไม่เหลืออะไรเลย ทั้งนี้ ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์มีขึ้นหลังจากเดินทางกลับจากจีน และจัดการประชุมหารือกับทีมที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับทิศทางการดำเนินนโยบายต่อสถานการณ์สงครามอิหร่าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เข้าร่วมการประชุม ได้แก่ รองประธานาธิบดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) และนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษการเจรจาระหว่างประเทศ
ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ สะท้อนว่าไม่พอใจอิหร่านที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขและเข้าสู่การเจรจา ตลอดจนไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าตามปกติ และอาจตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อกดดันอิหร่านอีกครั้ง หลังจากที่การปฏิบัติการทางทหารหรือ Operation Epic Fury ยุติไปแล้วตามกฎหมายสหรัฐฯ เมื่อปลาย เมษายน 2569 โดยปัจจัยที่อาจสนับสนุนให้ผู้นำสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอีกครั้ง ได้แก่ 1) อิสราเอลพร้อมสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในอิหร่านอย่างเต็มที่ เฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหารและพลังงานของอิหร่าน 2) ผู้นำสหรัฐฯ ได้รับการยืนยันจากผู้นำจีนว่าจะไม่แทรกแซงสถานการณ์การสู้รบ และ 3) อิหร่านยังไม่มีสัญญาณว่าจะยอมแพ้สหรัฐฯ จึงยังคงเป็นภัยคุกคาม นอกจากนี้ มีรายงานว่าหน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าจะก่อเหตุก่อการร้ายต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดันให้สหรัฐฯ ยุติบทบาทในสงครามอิหร่าน
ในกรณีที่อิหร่านเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น หรือสหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่านรอบใหม่ มีความเสี่ยงสูงที่อิหร่านจะใช้ผลประโยชน์ของนานาชาติในช่องแคบฮอร์มุซ เป็นข้อต่อรองเพิ่มขึ้น รวมทั้งนอกเหนือจากเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าและพลังงาน อิหร่านยังมีอำนาจควบคุมความปลอดภัยของสายเคเบิ้ลใต้น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอำนาจต่อรองของอิหร่านด้วย ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงกลาโหมอิหร่านเคยเปิดเผยเมื่อต้น พฤษภาคม 2569 ว่า อาจพิจารณาเก็บค่าธรรมเนียมประเทศต่าง ๆ ที่ใช้บริการเคเบิ้ลใต้น้ำในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้รับผิดชอบความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจทำให้บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกได้รับผลกระทบ เช่น บริษัท Google บริษัท Microsoft และบริษัท Meta
ท่าทีของสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่ผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างกัน อาจทำให้ทั่วโลกเผชิญความเสี่ยงระยะยาว ทั้งด้านความมั่นคงพลังงาน ปุ๋ยเคมี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงด้านข้อมูลและอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการเติบโตเศรษฐกิจโลกต่อไป







