![]()

วิกฤตในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านนอกจากส่งผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกแล้ว ความมั่นคงทางพลังงานโลกก็เผชิญกับวิกฤตรุนแรงมากที่สุดด้วยเช่นกัน หลังจากที่เผชิญในห่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปี 2564 วิกฤตในภูมิภาคตะวันออกกลางในครั้งนี้ ส่งผลให้ทั่วโลกต้องตระหนักถึงกับการปรับยุทธศาสตร์ด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะหยุดชะงักด้านพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ปุ๋ยเคมี เนื่องจากฝ่ายอิหร่านกับสหรัฐฯ ใช้การเดินเรือเพื่อการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นข้อต่อรองในการเจรจาระหว่างกันระหว่าง และจนถึงปลาย พฤษภาคม 2569 ข้อตกลงระหว่างกันก็ยังไม่เกิดขึ้น
รายงานเรื่อง World Energy Investment ของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency IEA) ประเมินเมื่อ 28 พฤษภาคม 2569 ว่า วิกฤตพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ทั้งเป็นผู้ผลิต และผู้นำเข้า หรือผู้บริโภคต้องการลดความเสี่ยงในอนาคต ด้วยการปรับยุทธศาสตร์การลงทุนด้านพลังงานครั้งใหญ่ โดยหลายประเทศเร่งกระจายแหล่งพลังงาน และเส้นทางขนส่ง เช่น สร้างเส้นทางขนส่งท่อน้ำมัน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และใช้ทรัพยากรภายในประเทศมากขึ้น เช่น พลังงานหมุนเวียน พลังงานทางเลือก หรือสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์
การลงทุนด้านพลังงานในปี 2569 จะลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จะอยู่ประมาณ 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี 2568 เล็กน้อย รายงานดังกล่าว ประเมินด้วยว่า วิกฤตในตะวันออกกลางส่งผลต่อศักยภาพทางการเงินที่จะนำไปลงทุนด้านพลังงานในระยะสั้นด้วย ขณะที่การลงทุนด้านพลังงานในระยะยาวจะเผชิญปัญหาเช่นกัน เพราะประเทศที่กำลังพัฒนา และประเทศเกิดใหม่ต้องมีต้นทุนในการลงทุนที่เกิดจากการกู้ยืม ไปลงทุนด้านพลังงาน สูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
โลกยังต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ด้านพลังงานครั้งใหญ่จากที่ความต้องการไฟฟ้าจากการลงทุนธุรกิจ Data Center และ AI ซึ่งต้องใช้กระแสไฟฟ้าสูงมาก (เมื่อปี 2568 การลงทุนธุรกิจ Data Center ทำให้ความต้องการกระแสไฟฟ้าโลก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 17) กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการลงทุนพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ในปี 2569 มูลค่าการลงทุนในการผลิตน้ำมัน ยังมีแนวโน้มจะลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ขณะที่การลงทุนในก๊าซธรรมชาติจะสวนทาง โดยการลงทุนจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
ดังนั้น ทุกประเทศทั่วโลกต้องทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของตนเอง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งการจัดลำดับการให้ความสำคัญต่อพลังงานที่เป็นตัวขับเคลื่อนของประเทศ และจัดทำแนวทางเพื่อรับมือหรือลดความเสี่ยง ทั้งการลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก ควบคู่ไปกับให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนด้วยการใช้เทคโนโลยีมาต่อยอด เพื่อสร้างพลังงานสะอาด รวมทั้งสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ เพื่อนำเข้าพลังงานจากหลากหลายแหล่ง หากต้องมีการหยุดชงักของการนำเข้าพลังงานนั้น เช่น กรณีเกิดความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซในตะวันออกกลาง







