![]()

วารสาร Counter Terrorist Trends and Analyses ประจำ กรกฎาคม 2569 เมื่อ 2 กรกฎาคม 2569 วิเคราะห์ผลกระทบของเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (Emerging Technologies) ความคับแค้นใจส่วนบุคคล (Personal grievances) และบทบาทของสตรีกับการก่อการร้ายยุคปัจจุบัน วารสารดังกล่าวเป็นของ S. Rajaratnam School of International Studies (RSIS) สถาบันคลังสมองชั้นนำของโลก ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) สิงคโปร์ ที่มุ่งเน้นการวิจัยด้านความมั่นคง การต่างประเทศ และนโยบายระดับภูมิภาค
ประเด็นสำคัญของวาสารดังกล่าวได้สะท้อนภาพของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับแนวคิดสุดโต่งรุนแรง (Radicalisation) โดยจากการสำรวจ AI ทั้งแบบทั่วไป และแบบที่เน้นข้อมูลอิสลาม พบว่าระบบ AI ทั้งหมดมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือการปฏิเสธ Jihadism และความรุนแรงอย่างชัดเจน แต่กลับมีมุมมองต่อ Islamism แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้แชทบอท AI ซึ่งอาจกลายเป็น Echo chamber ที่เป็นพื้นที่ตอกย้ำความเชื่อ และสนับสนุนความเชื่อเดิมของผู้ใช้งานให้สุดโต่งยิ่งขึ้นได้
นอกจากนี้ ยังเห็นแนวโน้มภัยคุกคามจาก AI อัตโนมัติ (Agentic AI) ในการจัดหาแนวร่วม โดยปัจจุบันผู้ก่อการร้ายใช้ Generative AI ในการแปลภาษา เพิ่มปริมาณการผลิตโฆษณาชวนเชื่อ และสร้างปฏิสัมพันธ์แบบส่วนตัวผ่านแชทบอท แต่ภัยคุกคามที่น่ากังวลที่สุดในอนาคตคือการมาถึงของ Agentic AI หรือระบบ AI ที่ทำงานได้ด้วยตนเอง ซึ่งสามารถค้นหาเป้าหมายที่มีความเปราะบาง สร้างตัวตนปลอม (Synthetic personas) เพื่อเข้าหาและโน้มน้าวดึงคนเข้าสู่กลุ่มหัวรุนแรงได้โดยอัตโนมัติในวงกว้าง ทั้งนี้ รัฐและผู้พัฒนาจึงต้องสร้างระบบป้องกันไม่ให้ AI สามารถริเริ่มทักทายหรือเข้าหามนุษย์ได้เอง
ดิจิทัลยังถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มหัวรุนแรง เห็นได้จากในอินโดนีเซียที่เยาวชนตกเป็นเป้าหมายทางดิจิทัล โดยกลุ่มหัวรุนแรงทั้งที่มีแรงจูงใจทางศาสนาและกลุ่มขวาจัด ได้ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีมาใช้แพลตฟอร์มที่เยาวชนนิยม เช่น โซเชียลมีเดีย (TikTok และ Instagram) และเกมออนไลน์ เพื่อเผยแพร่แนวคิดรุนแรง ซึ่งมาตรการของรัฐที่เน้นเพียงการเซ็นเซอร์หรือปิดกั้นเนื้อหาทางดิจิทัลนั้นไม่เพียงพอ และอาจผลักให้เยาวชนไปใช้แพลตฟอร์มใต้ดินที่ไร้การควบคุม รัฐจึงควรเปลี่ยนแนวทางไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลข่าวสาร (Media Information Literacy-MIL) รวมถึงการสอนการคิดเชิงวิพากษ์ในระบบการศึกษา
วารสารดังกล่าว ยังวิเคราะห์ประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น บทบาทสตรีในนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายของอินโดนีเซีย แม้อินโดนีเซียจะมีความก้าวหน้าในการบูรณาการประเด็นทางเพศเข้าสู่นโยบาย แต่ยังคงตีกรอบบทบาทของสตรีภายใต้แนวคิด State Ibuism ซึ่งผูกติดสตรีไว้กับบทบาทดั้งเดิม เช่น ความเป็นแม่ ผู้ดูแลครอบครัว และผู้สร้างสันติภาพในชุมชน การเหมารวมบทบาททางเพศนี้ ทำให้เกิดช่องโหว่ทางความมั่นคง เพราะรัฐอาจประเมินศักยภาพและภัยคุกคามที่เกิดจากสตรีต่ำเกินจริง เช่น สตรีในฐานะผู้จัดหาทุน หรือผู้ก่อเหตุ และทำให้การฟื้นฟูผู้กระทำผิดหญิงในเรือนจำไม่ตรงกับปัจจัยรากเหง้าที่แท้จริง
ขณะที่ซาดิสม์-มาโซคิสม์ทางการเมือง (Political Sadomasochism) ในกลุ่มหัวรุนแรงชาย กรอบความคิดดั้งเดิมมักมองว่าการก่อการร้ายมีเป้าหมายทางการเมืองหรืออุดมการณ์ แต่มีกลุ่มคนหัวรุนแรงอีกประเภท เช่น มือปืนไครสต์เชิร์ช กลุ่มขวาจัดในญี่ปุ่น และกลุ่ม Incel ที่ตัวตนของพวกเขาถูกสร้างขึ้นจาก ความคับแค้นใจและการถูกกดทับ คนกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา แต่ทำเพื่อรักษาบาดแผลและวงจรความขัดแย้งนั้นไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ การรับมือกับคนกลุ่มนี้ จึงไม่สามารถทำได้ด้วยการหักล้างทางอุดมการณ์ แต่ต้องใช้กระบวนการทางจิตวิทยาเพื่อสร้างตัวตนและการยอมรับใหม่ทดแทนวงจรความรุนแรงเดิม







