![]()

Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) สถาบันวิจัยอิสระชั้นนำระดับโลก ในสวีเดนเเผยแพร่รายงาน SIPRI Yearbook 2026 เมื่อ 8 มิถุนายน 2569 สรุปสถานการณ์ความมั่นคงและอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับโลก โดยมีประเด็นหลักที่น่ากังวลคือ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังพึ่งพาอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือแสดงพลังอำนาจแห่งชาติ ซึ่งเป็นการพลิกกลับความพยายามตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาในการลดบทบาทและจำนวนของอาวุธนิวเคลียร์
การขยายตัวอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก โดย 1) ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ สหรัฐฯ รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน อินเดีย ปากีสถาน เกาหลีเหนือ และอิสราเอล เดินหน้าโครงการปรับปรุงคลังอาวุธของตนให้ทันสมัยในปี 2568 และส่วนใหญ่ได้มีการติดตั้งระบบอาวุธนิวเคลียร์รูปแบบใหม่ 2) เมื่อ มกราคม 2569 มีการประเมินว่ามีหัวรบนิวเคลียร์ทั่วโลก ประมาณ 12,187 หัวรบ เป็นหัวรบที่พร้อมใช้งานประมาณ 9,745 หัวรบ ขณะที่หัวรบประมาณ 2,100 ถึง 2,200 หัวรบ ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในสถานะเตรียมพร้อมระดับสูง (High operational alert) ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นของสหรัฐฯ และรัสเซีย และ 3) การติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ใหม่มีแนวโน้มเพิ่มความเร็วขึ้น และมหาอำนาจเพิกเฉยต่อพันธกรณีในการปลดอาวุธนิวเคลียร์
ความเคลื่อนไหวสำคัญ ปัจจุบันสหรัฐฯ และ รัสเซีย ครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ที่ใช้งานได้ ร้อยละ 83 ของโลก แม้ทั้งสองจะพยายามเพิ่มประสิทธิภาพคลังอาวุธให้ทันสมัย แต่ก็เผชิญหน้ากับความท้าทาย ทั้งในแง่ของงบประมาณสำหรับสหรัฐฯ และการทดสอบที่ล้มเหลว รวมถึงรัสเซียที่ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตร จากสงครามยูเครน นอกจากนี้ สนธิสัญญา New START ยังหมดอายุ เมื่อ กุมภาพันธ์ 2569
ประเทศที่เกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ โดยจีนขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์รวดเร็วที่สุดในโลก โดยมีประมาณ 620 หัวรบ จีนได้นำขีปนาวุธหลายร้อยลูกเข้าประจำการในไซโลแห่งใหม่ และมีความเป็นไปได้ว่าภายในสิ้นทศวรรษนี้ จีนอาจมีขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ในจำนวนเท่ากับสหรัฐฯ หรือรัสเซีย ขณะที่ ยุโรป สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนหัวรบในคลังแสงและลดความโปร่งใสลง โดยมีนโยบายงดเปิดเผยขนาดของคลังอาวุธนิวเคลียร์ต่อสาธารณะ นอกจากนี้ หลายประเทศในยุโรปที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ เช่น เยอรมนี เริ่มแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมข้อตกลงแบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์ร่วมกับฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร
สำหรับเอเชียและภูมิภาคอื่น อินเดีย ปากีสถาน และเกาหลีเหนือ ยังคงเดินหน้าพัฒนาและขยายคลังอาวุธอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเกาหลีเหนือที่ตั้งเป้าขยายคลังอาวุธแบบก้าวกระโดด (ปัจจุบันประเมินว่ามี 60 หัวรบ) ส่วนอิสราเอลก็เชื่อว่ากำลังเร่งยกระดับความสามารถทางนิวเคลียร์ของตนเช่นกัน
แนวโน้มการครอบครอง และการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศต่าง ๆ ข้างต้น เพื่อสร้างพลังอำนาจให้กับประเทศของตน ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่สูงขึ้น เช่น 1) ความคลุมเครือเชิงกลยุทธ์และการขาดช่องทางการทูต ประเทศที่ครอบครองนิวเคลียร์เริ่มไม่มีความโปร่งใสและสร้างความคลุมเครือมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการปกครองแบบอำนาจนิยมในบางประเทศ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและคาดเดาได้ยากขึ้นในช่วงวิกฤต 2) ความอ่อนแอของระบอบไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ การประชุมทบทวนสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ล้มเหลวในการออกเอกสารผลลัพธ์เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมถอยของความร่วมมือระหว่างประเทศ และ 3) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก โลกกำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงซับซ้อน จากการฟื้นตัวของสงครามระหว่างรัฐที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง และการนำเอาปัจจัยอย่าง การค้า เทคโนโลยี และทรัพยากร มาใช้เป็นอาวุธ (Weaponization) ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังบั่นทอนเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์โลกอย่างรุนแรง







