![]()

กรณีสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มการปะทะและตอบโต้ด้วยเครื่องมือทางการทหารรอบใหม่ตั้งแต่ 8 กรกฎาคม 2569 ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งตึงเครียด และมีความเสี่ยงจะขยายขอบเขตการโจมตี พิจารณาจากรายงานล่าสุดเมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 จอร์แดนเปิดเผยว่าตรวจพบและสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงไปจากอิหร่านได้อย่างน้อย 4 ลูก บาห์เรนเปิดสัญญาณเตือนภัยในหลายพื้นที่เพื่อเตรียมรับมือกับการโจมตีจากอิหร่าน ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) ประณามอิหร่านกรณีโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวน 2 ลำ ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อ 13 กรกฎาคม 2569 ทำให้มีผู้เสียชีวิตด้วย นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเริ่มปฏิบัติการทางทหารปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อกดดันอิหร่าน ตลอดจนโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน ครอบคลุมเมือง Bushehr, Chah Bahar, Jask, Konarak, Abu Musa และเมือง Bandar Abbas
กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่าปฏิบัติการโจมตีอิหร่านจะเน้นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์บริเวณชายฝั่งและตอนใต้ของอิหร่าน มีเป้าหมายชัดเจนคือการทำลายขีดความสามารถด้านการทหารของอิหร่าน ล่าสุดการโจมตีใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ปฏิบัติการในช่วงเวลากลางคืน อย่างไรก็ตาม การโจมตีตอบโต้ ประกอบกับกรณีผู้นำสหรัฐณ ประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 9 เพราะนักลงทุนเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการเดินเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากการโจมตีระหว่างประเทศ ยังมีรายงานว่ากลุ่มฮูษีในเยเมน ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เริ่มปฏิบัติการโจมตีซาอุดีอาระเบีย โดยใช้อากาศยานไร้คนขับและขีปนาวุธทำลายท่าอากาศยาน Abha ของซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากเชื่อว่ากองทัพซาอุดีอาระเบียอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการโจมตีท่าอากาศยานในเมือง Sanaa เพื่อขัดขวางไม่ให้ผู้นำกลุ่มฮูษีเดินทางกลับประเทศ หลังจากเดินทางไปร่วมพิธีศพของอดีตผู้นำอิหร่าน แม้ว่ารัฐบาลเยเมนจะยืนยันว่ากองทัพเยเมนสั่งการโจมตีดังกล่าว แต่กลุ่มฮูษีไม่เชื่อและตอบโต้ซาอุดีอาระเบียทันที ทั้งที่ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ระหว่างปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า เหตุการณ์นี้แม้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางซับซ้อน ตึงเครียด และขยายขอบเขตมากขึ้น
พัฒนาการที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกประเด็น คือ กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอว่าสหรัฐฯ จะทำหน้านี้ผู้ปกป้องความปลอดภัยการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยคิดค่าธรรมเนียมจากเรือขนส่งสินค้าต่าง ๆ ร้อยละ 20 สะท้อนว่าผู้นำสหรัฐฯ ต้องการสร้างรายได้จากการค้ำประกันความมั่นคงในเส้นทางเดินเรือดังกล่าว ซึ่งขัดแย้งกับท่าทีของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ที่ต้องการให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้นเป็นไปอย่างเสรีและปลอดภัย เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นน่านน้ำสากลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อเสนอของประธานาธิบดีทรัมป์จึงถูกวิจารณ์ว่าขาดกฎหมายรองรับ







