![]()

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันว่าอาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในกัมพูชา โดยให้ระมัดระวังภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และติดตามคำแนะนำจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เช่น ห้ามเดินทางไปยังชายแดนกัมพูชาที่ติดไทยอย่างเด็ดขาด หรือห้ามการกระทำการผิดกฎหมายเรื่องยาเสพติด เพราะมีบทลงโทษรุนแรงมาก และอาจถูกจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่ได้รับการลดหย่อน ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ประเมินสถานการณ์ด้านความปลอดภัยให้กับชาวอเมริกันเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ชาวอเมริกันใช้เป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจเดินทางไปกัมพูชา หรือปฏิบัติตัวขณะอยู่ในกัมพูชา
ล่าสุด เมื่อ 15 กันยายน 2569 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้จัดระดับคำเตือนการแนะนำชาวอเมริกันในการเดินทางไปยังกัมพูชาให้อยู่ในระดับ 2 (Exercise Increased Caution) จากทั้งหมด 4 ระดับ ซึ่งระดับ 4 (Do Not Travel) เป็นระดับรุนแรงที่สุด สาเหตุที่จัดให้อยู่ระดับ 2 เนื่องจากชาวอเมริกันที่เดินทางไปกัมพูชาอาจเผชิญกับทั้งอาชญากรรม การก่อความไม่สงบ และทุ่นระเบิดในพื้นที่ ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันต้องเพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย เฉพาะอย่างยิ่งในราชธานีพนมเปญให้เพิ่มความระมัดระวังด้านอาชญากรรม เช่น การถูกขโมยโทรศัพท์ และถูกกระชากกระเป๋า
นอกจากนี้ ในต่างจังหวัดที่ติดชายแดนไทยก็ให้ชาวอเมริกันระมัดระวังทุ่นระเบิดที่อาจเกิดระเบิดได้ เฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดพระตะบอง จังหวัดบันเตียเมียนเจย จังหวัดโพธิสัต จังหวัดเสียมราฐ จังหวัดไพลิน จังหวัดพระวิหาร และจังหวัดกำปงธม นอกจากนี้ ยังห้ามเด็ดขาดไม่ให้เดินทางเข้าใกล้ชายแดนกัมพูชาที่ติดไทยในระยะ 50 กิโลเมตร โดยระบุว่าความปลอดภัยอยู่ในระดับ 4 คือ Do Not Travel
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังเตือนชาวอเมริกันเพิ่มเติมในการปฏิบัติตัวขณะอยู่ในกัมพูชา ได้แก่ ห้ามไม่ให้ทำการต่อสู้ หากเผชิญกับการถูกโจรกรรม/ขโมยสิ่งของ ห้ามครอบครองยาเสพติด เนื่องจากกฎหมายเข้มงวดมาก ห้ามดื่มน้ำ/เครื่องดื่มจากคนไม่รู้จัก หรือวางทิ้งไว้โดยไม่ดูแล รวมทั้งแนะนำให้ซื้อประกันการเดินทางที่ครอบคลุมหลาย ๆ ด้าน เช่น ความช่วยเหลือในการอพยพ การประกันสุขภาพ และการยกเลิกการเดินทาง
ทั้งนี้ ในห้วงเดียวกันที่มีการออกคำเตือนเรื่องการเดินทางไปกัมพูชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ บางคนยังได้ยื่นหนังสือถึงฝ่ายนิติบัญญัติว่า กัมพูชายังเป็นแหล่งหลอกลวงทางออนไลน์ และได้รายได้จำนวนมหาศาลจากธุรกิจประเภทนี้ หรือคิดเป็น ร้อยละ 60 ของ GDP ในประเทศ







