![]()

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลสหรัฐฯ แสดงจุดยืนไม่ยอมรับบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศที่มีแนวปฏิบัติไม่เป็นผลดีต่อชาวอเมริกันและพันธมิตร โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 15 กรกฎาคม 2569 ประกาศคว่ำบาตรรกศาลอาญาระหว่างประเทศ International Criminal Court (ICC) เนื่องจากมีมุมมองว่า ICC ข่มขู่และคุกคามระบบกฎหมายและการเมืองของสหรัฐฯ โดยใช้กฎหมายระหว่างประเทศมาเป็นเครื่องมือหรือ “กระสุน” ทำลายความมั่นคงของสหรัฐฯ
ดังนั้น สหรัฐฯ จำเป็นต้องปกป้องอำนาจอธิปไตยและชาวอเมริกันด้วยการทำให้ ICC ไม่มีอิทธิพล ซึ่งท่าทีของของนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ค่อนข้างแข็งกร้าว และมีขั้นตอนระบุชัดเจนที่จะโน้มน้าวให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อลดความชอบธรรมและบทบาทของ ICC นอกจากนี้ หากประเทศใดที่รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ อยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านการกดดัน ICC ก็อาจเผชิญมาตรการตอบโต้จากสหรัฐฯ ด้วย
กรณีสหรัฐฯ ไม่พอใจท่าทีและบทบาทของ ICC เป็นผลจาก ICC รับทำคดีสอบสวนชาวอเมริกันในต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งชาวอเมริกันที่ปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอัฟกานิสถาน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับประธานาธิบดีทรัมป์ นอกจากนี้ กลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางส่วนเรียกร้องให้ ICC รับคดีกรณีสหรัฐฯ โจมตีเรือในทะเลแคริเบียน และกรณีสหรัฐฯ ปฏิบัติการลักพาตัวผู้นำของเวเนซุเอลา ให้เป็นคดีภายใต้การสบสวนและพิจารณาของ ICC ซึ่งแม้ว่า ICC จะยังไม่ฟ้องร้องหรือดำเนินคดีต่อสหรัฐฯ โดยตรง แต่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่พอใจที่ชาวอเมริกันเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายถูกฟ้องร้องหรือสอบสวนภายใต้อำนาจของ ICC
ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่พอใจและไม่สนับสนุนบทบาทของ ICC มาโดยตลอด โดยลงนามในคำสั่งผู้บริหาร (executive order) เมื่อ มิถุนายน 2563 สมัยดำรงตำแหน่งครั้งแรกให้คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ ICC ที่มีส่วนร่วมในการสอบสวนชาวอเมริกันที่ปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอัฟกานิสถาน นอกจากนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ก็มีจุดยืนไม่ยินยอมให้ ICC มีอำนาจดำเนินคดีต่อชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตาม ท่าทีและนโยบายของสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมรับบทบาทของ ICC ถูกวิจารณ์เชิงลบว่าขัดแย้งกับหลักเสรีภาพในการแสดงออก
ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ลงนาม แต่ไม่ได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญา Rome Statute ที่เป็นเอกสารสำคัญระดับนานาชาติ และนำไปสู่การจั้งศาลอาญาระหว่างประเทศเมื่อปี 2545 รวมทั้งให้อำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC พิจารณาคดี 4 ประเภท ได้แก่ อาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crimes against humanity) อาชญากรรมสงคราม (War crimes) และอาชญากรรมการรุกราน (Crime of aggression)







