![]()

การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความตึงเครียด และเริ่มมีรายงานปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรืออนุสัญญาเจนีวา (1949 Geneva Conventions) โดยอิหร่านระบุเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 ว่า กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน ที่ไม่ใช่เป้าหมายด้านการทหาร ได้แก่ สะพาน สถานีรถไฟและท่าอากาศยาน โรงงานผลิตพลังงาน และสิ่งปลูกสร้างในเมือง
กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าปฏิบัติการโจมตีทั้งหมดมุ่งเน้นทำลายเป้าหมายด้านการทหารในอิหร่าน เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต้องการสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารเพื่อชิงความได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ และมีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (information warfare) เป็นเครื่องมือเพิ่มความชอบธรรมในการวางกลยุทธและดำเนินยุทธวิธีการต่อสู้ต่อไป
สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปะทะรอบใหม่นี้ คือ สิทธิการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสหรัฐฯ ต้องไม่แทรกแซงช่องแคบฮอร์มุซ และต้องถอนกำลังออกจากภูมิภาค เพื่อแลกกับการทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับไปมีสถานะเหมือนช่วงก่อนสงคราม ซึ่งอิหร่านจะยอมรับโอมานเป็นอีก 1 ประเทศที่มีสิทธิบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซร่วมกับอิหร่านเท่านั้น
ประเด็นที่น่าจับตามองจากการปะทะรอบใหม่นี้ ได้แก่ 1) ขีดความสามารถของอิหร่านที่จะต้านทานมาตรการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบัน มีรายงานว่าอิหร่านสามารถต้านทานมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ ได้อย่างน้อย 90 วัน เนื่องจากได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์และมียุทโธปกรณ์เพียงพอ 2) ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและพลังงานโลก โดยเมื่อ 17 กรกฎาคม 2569 ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่าการปะทะระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้โลกเผชิญวิกฤตความมั่นคงพลังงานที่รุนแรงมากขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ กับอิหร่านก็ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และการเมือง จากสงครามดังกล่าวเช่นกัน และ 3) ความพยายามของนานาชาติที่จะบรรเทาความตึงเครียดและโน้มน้าวให้คู่ขัดแย้งกลับสู่การเจรจา เฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของปากีสถานที่ยังคงเรียกร้องให้สหรัฐฯ กับอิหร่านยุติการตอบโต้ด้วยกำลังทหาร และเชื่อว่าการเจรจาพูดคุยเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ไขความขัดแย้งครั้งนี้
อย่างไรก็ดี ผู้นำของสหรัฐฯ และอิหร่านไม่สนใจท่าทีของประเทศตัวกลางการเจรจา โดยระบุว่าไม่ต้องการเร่งให้เกิดการประนีประนอม หากคู่ขัดแย้งไม่พร้อมหรือไม่จริงใจ ก็พร้อมที่จะใช้ทุกเครื่องมือเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองต่อไป







