![]()

ธนาคารโลก (World Bank) เผยแพร่รายงาน Competing in the Face of Climate Risks เมื่อ 15 มิถุนายน 2569 ประเมินความท้าทายจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในภูมิภาค MENAAP (ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อัฟกานิสถาน และปากีสถาน) โดยเน้นวิเคราะห์ผลกระทบใน 2 มิติหลัก ได้แก่ ผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นต่อภาคธุรกิจ และผลกระทบจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของยุโรปที่มีต่อการค้าและการลงทุนของภูมิภาคนี้
ผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจ
กรณีผลกระทบทางตรง โดยจำนวนวันที่ร้อนจัด (อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส) ที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มขึ้นของวันที่ร้อนจัดทำให้ยอดขายของบริษัทลดลง ร้อยละ 6 รวมทั้งผลผลิตของแรงงานลดลง ร้อยละ 4 และค่าจ้างลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ ยังเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานจากการใช้พลังงานและการขาดแคลนน้ำสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) ที่เปิดกิจการมานาน และบริษัทที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าโลกจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด อย่างไรก็ดี แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้น แต่มีบริษัทเพียงกลุ่มน้อยที่ลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อการปรับตัว เช่น ระบบทำความเย็น หรือการจัดการน้ำ โดยมีสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และกฎระเบียบทางธุรกิจ
ผลกระทบต่อการค้า และการลงทุนโดยตรง
การที่สหภาพยุโรป (EU) ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) อย่างเต็มรูปแบบเมื่อ มกราคม 2569 ซึ่งจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้า ได้แก่ อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย และเหล็ก/เหล็กกล้า ทำให้ได้รับผลกระทบเช่นกัน แม้คาดว่าผลกระทบต่อ GDP รวมของภูมิภาค MENAAP จะมีเพียงเล็กน้อย (ประมาณร้อยละ 0.1) แต่จะกระทบอย่างรุนแรงในบางประเทศและบางอุตสาหกรรม เช่น อียิปต์ในภาคอะลูมิเนียม หรือตูนิเซียในภาคซีเมนต์ อย่างไรก็ดี ประเทศที่มีอัตราการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรป เช่น โมร็อกโกและอียิปต์ในอุตสาหกรรมปุ๋ย อาจได้เปรียบด้านความสามารถในการแข่งขันและสามารถเพิ่มการส่งออกได้
ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (Foreign Direct Invesment-DI) เม็ดเงินลงทุนจาก EU ในภาคอุตสาหกรรมที่ถูกกระทบจาก CBAM มีแนวโน้มลดลง ตั้งแต่มีการประกาศนโยบายนี้ ในขณะที่การลงทุนจากประเทศจีนกลับเพิ่มขึ้นแทน เพื่อใช้ MENAAP เป็นฐานการผลิตและส่งออกทางยุทธศาสตร์
นโยบายที่ควรดำเนินการและโอกาสทางเศรษฐกิจ
ในการรับมือและสร้างความสามารถในการแข่งขัน ภาครัฐและเอกชนควรดำเนินการ ได้แก่ 1) ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เช่น สินเชื่อสีเขียว พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน และการประกันภัยสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการจัดทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมสีเขียว (Green Taxonomies) เพื่อช่วยให้ SMEs มีทุนในการปรับตัว 2) กำหนดราคาคาร์บอนภายในประเทศและการปฏิรูปการอุดหนุนเชื้อเพลิง รัฐบาลควรยกเลิกการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และเริ่มใช้การจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อให้รายได้จากคาร์บอนถูกเก็บไว้ในประเทศแทนที่จะถูกจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมให้ EU ซึ่งรายได้ส่วนนี้สามารถนำไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางหรือลงทุนต่อยอดได้ และ 3) ใช้โอกาสจากระบบเศรษฐกิจใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้จะสร้างอุปสงค์และขยายตลาดในกลุ่มเทคโนโลยีทำความเย็นที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ภูมิภาค MENAAP ยังมีความได้เปรียบทางธรรมชาติมหาศาลในการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน (พลังงานแสงอาทิตย์และลม) รวมถึงเป็นโอกาสในการดึงดูดเทคโนโลยีเพื่อผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น ความสำเร็จของโมร็อกโก







