![]()

นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ พบหือกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อ 22 กรกฎาคม 2569 นอกรอบการประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรี ที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ผลการหารือค่อนข้างเป็นเชิงบวก เนื่องจากผู้แทนระดับสูงของทั้ง 2 ประเทศมหาอำนาจยอมรับความแตกต่าง และเห็นพ้องกันว่าจะจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เรียบร้อยก่อนที่จะให้ผู้นำรัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่ายได้พบหารือกันในอนาคต
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในปัจจุบันตึงเครียดเป็นระยะ ๆ ล่าสุดกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อกลาง กรกฎาคม 2569 ว่า จีนแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ หลายครั้งที่ผ่านมา ทำให้จีนไม่พอใจและปฏิเสธ นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้จีนไม่พอใจกรณีสหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน รวมทั้งแสดงท่าทีสนับสนุนฟิลิปปินส์ในกรณีพิพาททางทะเลกับจีนในทะเลจีนใต้ด้วย
อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนอาจเดินทางเยือนสหรัฐฯ ใน กันยายน 2569 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนย้ำกับผู้แทนฝ่ายสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ ต้องเคารพผลประโยชน์แห่งชาติของจีน และร่วมมือกันจัดการความแตกต่างและความเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ คาดว่าผู้นำทั้งสองจะหารือทั้งประเด็นเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เช่น AI และเซมิคอนดักเตอร์ ตลอดจนประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ ไต้หวัน และทะเลจีนใต้
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้พบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อย่างเป็นทางการเมื่อ พฤษภาคม 2569 ในช่วงที่ประธานาธิบดีทรัมป์เยือนจีน ซึ่งภาพลักษณ์การพบหารือครั้งนั้นเป็นเชิงบวกต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการพบหารือ “เชิงสัญลักษณ์” มากกว่า เนื่องจากสหรัฐฯ กับจีนไม่ได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์มหาอำนาจระหว่างกัน เฉพาะอย่างยิ่งมุมมองต่อความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน สงครามการค้า และการแข่งขันอิทธิพลด้านเทคโนโลยี
ความเคลื่อนไหวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และจีน ที่กรุงมะนิลาสะท้อนว่าการประชุมในกรอบอาเซียน ยังคงเป็นกลไกที่มีบทบาทสำคัญให้ประเทศมหาอำนาจได้บริการจัดการความสัมพันธ์และแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัน ตลอดจนเป็นสัญญาณว่าทั้งสหรัฐฯ กับจีนให้ความสำคัญกับความร่วมมือในกรอบอาเซียน รวมทั้งสมาชิกอาเซียน ทั้งนี้ นายรูบิโอให้สัมภาษณ์ว่าความมั่นคงและความมั่งคั่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ อย่างมาก และเชื่อว่าอนาคตของโลกจะเริ่มต้นจากภูมิภาคแห่งนี้ นอกจากนี้ ผู้แทนของสหรัฐฯ ยังใช้โอกาสนี้โน้มน้าวให้อาเซียนเชื่อว่าอิหร่านเป็นฝ่ายเริ่มต้นสงครามและความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความมั่นคงพลังงานและเศรษฐกิจโลก







