![]()

S&P Global องค์กรชั้นนำของโลกด้านข้อมูลทางการเงิน และการวิเคราะห์ตลาด เผยแพร่รายงานเมื่อ 3 สิงหาคม 2569 เกี่ยวกับผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารโลก ในช่วงปี 2569-2570 เรื่อง FACTBOX: El Niño may disrupt global food supplies as farm output falls ด้วยการชี้ให้เห็นถึงแนวโน้ม และผลกระทบของสภาพอากาศต่อภาคการเกษตร และการส่งออกจากปรากฏการณ์เอลนีโญ
รายงานระบุว่าปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่กำลังดำเนินอยู่ในปี 2569 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุปทานอาหารทั่วโลก ในช่วงปี 2569-2570 เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงในหลายภูมิภาค โดยเอลนีโญจะเริ่มขึ้นในต้น กรกฎาคม 2569 รวมทั้งคาดว่าจะทวีความรุนแรงในช่วง ตุลาคม-ธันวาคม 2569 และคงอยู่จนถึง เมษายน 2570
ปรากฏการณ์นี้ จะส่งผลให้ปริมาณฝนลดลงและอุณหภูมิสูงขึ้นในออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย บางส่วนของภูมิภาคเอเชียใต้ และทางตอนเหนือของภูมิภาคอเมริกาใต้ ในขณะที่บางส่วนของภูมิภาคอเมริกาเหนือและตอนใต้ของภูมิภาคอเมริกาใต้คาดว่าจะมีปริมาณฝนสูงขึ้น พื้นที่เผชิญความเสี่ยงด้านลบส่วนใหญ่จะอยู่ในบราซิล ออสเตรเลีย อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีอาร์เจนตินาจะได้รับประโยชน์จากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์เอลนีโญจะส่งทั้งผลดี และผลเสียต่อผลผลิตทางการเกษตรในห้วงฤดูกาลผลิต ปี 2569-2570 เช่น เมื่อเทียบกับฤดูกาลที่ผ่านมา ผลผลิตข้าวสาลีของออสเตรเลียคาดว่าจะลดลง ร้อยละ 26 ข้าวโพดของสหรัฐฯ จะลดลง ร้อยละ 6 ถั่วเหลืองของบราซิลจะลดลง ร้อยละ 2.7 น้ำมันปาล์มของมาเลเซียจะลดลง ร้อยละ 3 อย่างไรก็ดี ถั่วเหลืองและพืชผลอื่น ๆ ของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 และถั่วเหลืองอาร์เจนตินาจะทรงตัวอยู่ที่ 50 ล้านตัน ส่วนน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียจะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.7
หากพิจารณาถึงผลกระทบต่อการค้าและการส่งออกในห้วงฤดูกาลผลิต ปี 2569- 2570 ปรากฏการณ์เอลนีโญก็จะทำให้ทั้งการส่งออกลดลง ขณะเดียวกันก็เอื้อให้บางผลผลิตส่งออกได้เพิ่มขึ้น เช่นกัน โดยกลุ่มที่ปริมาณส่งออกลดลง เช่น ข้าวสาลีของออสเตรเลีย ถั่วเหลืองของอาร์เจนตินา และบราซิล และข้าวโพดของสหรัฐฯ ขณะที่ การส่งออกถั่วเหลืองของสหรัฐฯ การส่งออกน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซีย และมาเลเซียคาดว่าจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังเห็นแนวโน้มการราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย







