![]()

Center for Strategic and International Studies (CSIS) สถาบันวิจัยนโยบายและคลังสมอง ด้านการต่างประเทศ ความมั่นคง และยุทธศาสตร์ระดับโลก ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเรื่อง The Implications of Japan’s New National Intelligence Bureau เมื่อ 17 สิงหาคม 2569 โดย Deirdre Martin รองผู้อำนวยการรับผิดชอบโครงการญี่ปุ่นศึกษา ประจำ CSIS ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้ประกาศเมื่อ 31 กรกฎาคม 2569 จัดตั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Bureau – NIB) และ สภาข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Council – NIC) ซึ่งเป็นก้าวประวัติศาสตร์ในการปฏิรูปขีดความสามารถด้านข่าวกรองของญี่ปุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
เหตุผลและความจำเป็นในการปฏิรูปข่าวกรอง ตามบทวิเคราะห์ของ CSIS ระบุว่า ระบบข่าวกรองของญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะขาดการรวมศูนย์ เนื่องจากความหวาดระแวงของสังคมต่อการสอดส่องของรัฐ และปัญหาการแข่งขันทางอำนาจระหว่างหน่วยงานราชการต่าง ๆ ส่งผลให้ข้อมูลถูกปิดกั้นอยู่เฉพาะในหน่วยงานของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยมาจากบทเรียนจากวิกฤตการณ์ในอดีต ที่ขาดการประสานงานและแบ่งปันข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เคยเป็นอุปสรรคสำคัญในการรับมือกับภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะ เมื่อปี 2554
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเผชิญภัยคุกคามสมัยใหม่ และเผชิญความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับจีน ภัยจากนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ รวมถึงความกังวลเรื่อง Cognitive Warfare ที่มีการใช้โซเชียลมีเดีย เทคโนโลยี AI และการบิดเบือนข้อมูลเพื่อแทรกแซงและครอบงำความคิดเห็นสาธารณะ ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังเร่งเสริมความแข็งแกร่งด้านกลาโหม มากถึงร้อยละ 2 ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2569 (เร็วกว่าเป้าหมายเดิมหนึ่งปี) และเร่งปรับปรุงยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่สำคัญของญี่ปุ่นเพื่อให้พร้อมรับมือความขัดแย้งรูปแบบใหม่และการประสานงานกับพันธมิตร
สำหรับบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานใหม่ ได้แก่ NIB เป็นหน่วยงานที่เข้ามาแทนที่สำนักงานข่าวกรองและวิจัยของคณะรัฐมนตรี (Cabinet Intelligence and Research Office – CIRO) เดิม โดยรับช่วงต่อพนักงานที่มีประมาณ 730 คน แต่ NIB ได้รับการยกระดับให้มีอำนาจทางกฎหมายในการบังคับให้หน่วยงานข่าวกรองของกระทรวงต่าง ๆ ต้องแบ่งปันข้อมูลให้กับส่วนกลาง ทำให้สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อส่งต่อให้แก่สำนักเลขาธิการความมั่นคงแห่งชาติในการตัดสินใจเชิงนโยบายกลาโหมและเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังจัดตั้ง NIC มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรวมรัฐมนตรีสำคัญ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแล NIB และข่าวกรองต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งผลลัพธ์เชิงโครงสร้าง เมื่อมีการรวมศูนย์อำนาจข่าวกรองไว้ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยสร้างความชัดเจนในสายการบังคับบัญชา และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประเทศพันธมิตรในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองร่วมกับญี่ปุ่น
อย่างไรก็ดี มีข้อจำกัดและความกังวล เช่น อำนาจที่แท้จริงยังมีขอบเขตจำกัด บทบาทหลักของ NIB ยังเป็นเพียงผู้ประสานงานและวิเคราะห์ข้อมูล แต่ ไม่มีอำนาจสั่งการ วิธีการจัดเก็บหรือประเภทข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานต้องไปหามา และไม่มีอำนาจในการสรรหาสายลับต่างชาติ การทำภารกิจลับ หรือการควบคุมงานต่อต้านข่าวกรอง โดยตรง รวมทั้งความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน ฝ่ายค้านและสาธารณชนแสดงความกังวลว่า การรวมศูนย์อำนาจข่าวกรองที่ฝ่ายบริหารอาจเปิดช่องให้เกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เช่น การดักฟังการสื่อสารโดยไม่มีหมายศาล เช่นเดียวกับการตอบโต้เชิงการทูต ที่จีนได้ใช้ประเด็นนี้โจมตีเชิงการทูต โดยกล่าวหาว่าการพัฒนาด้านข่าวกรองของญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึง “ลัทธิทหารนิยมใหม่” (New militarism) ที่ก้าวร้าว
สำหรับทิศทางในอนาคตและการมีส่วนร่วมของพันธมิตร รัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักดีว่าการมี NIB เพียงอย่างเดียวไม่พอ จึงมีเป้าหมายที่จะผ่าน กฎหมายต่อต้านการจารกรรม ภายในสิ้นปี 2569 และตั้งเป้าจัดตั้ง หน่วยงานข่าวกรองต่างประเทศ อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2570 เพื่อแก้ปัญหาจุดอ่อนเรื่องข้อมูลรั่วไหลและการขาดศักยภาพในการหาข่าวในต่างแดน ทั้งนี้ โอกาสร่วมมือกับพันธมิตร ความเคลื่อนไหวนี้เปิดโอกาสให้กลุ่มพันธมิตร เช่น สหรัฐฯ และออสเตรเลีย เข้ามาให้คำแนะนำด้านโครงสร้างเทคโนโลยีและการแบ่งปันข้อมูล นอกจากนี้ ยังอาจช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถเข้าร่วมเครือข่ายแบ่งปันข้อมูลที่กว้างขึ้น เช่น กลุ่ม Five Eyes หรือความร่วมมือในกรอบ Quad ในอนาคตระยะยาว







