![]()

สำนักงานสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ (UN Human Rights Office) เมื่อ 26 สิงหาคม 2569 เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา โดยในภาพรวมระบุว่าวิกฤตการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาน่าห่วงกังวล เฉพาะอย่างยิ่งการละเมิดสิทธิชาวโรฮีนจา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศ และประชาชนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่แรร์เอิร์ธผิดกฎหมาย นอกจากนี้ UN ยังมีมุมมองว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนย่ำแย่ลง เนื่องจากมีรายงานรัฐบาลและกองทัพเมียนมาข่มขู่คุกคามพลเรือนและประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและการโจมตีด้วยปืนใหญ่ต่อเป้าหมายกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและชนกลุ่มน้อยในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบและกลายเป็นผู้พลัดถิ่นจำนวนอย่างน้อย 3.6 ล้านคน รวมทั้งทำให้มีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8,075 ราย
UN คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปราบปรามกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและชนกลุ่มน้อย จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองมีแนวโน้มตึงเครียดในระยะยาว สำหรับสถานการณ์ในรัฐยะไข่ กองทัพเมียนมาปะทะกับกองทัพอาระกัน ชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ อย่างรุนแรงต่อเนื่องอย่างน้อย 9 ปี ทำให้ชาวโรฮีนจาประมาณ 700,000 คน ต้องอพยพออกจากประเทศ เพื่อความปลอดภัย และต้องการหลบหนีจากกองทัพอาระกัน ซึ่งต้องการให้ชาวโรฮีนจาเข้าร่วมเป็นกองกำลังในการต่อสู้
นอกจากปัจจัยด้านความรุนแรงทางการเมืองและการสู้รบกับชนกลุ่มน้อยที่ทำให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษชนในเมียนมาน่าห่วงกังวล ยังมีปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายและกำหนดระเบียบเพื่อควบคุมอุตสาหกรรมเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ หรือแร่หายาก ในพื้นที่รัฐฉานและรัฐคะฉิ่น โดย UN มีมุมมองว่าเป็นอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รวมทั้งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะที่เกิดขึ้นจากการทำอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธ
เป้าหมายสำคัญของ UN คือการใช้ข้อมูลในรายงานดังกล่าวกระตุ้นเตือนให้นักลงทุนต่างชาติพิจารณาและทบทวนการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแรร์เอิร์ธในเมียนมา เพราะไม่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นกิจกรรมที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวเมียนมา







