![]()

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเมื่อ 6 ตุลาคม 2569 แถลงต่อรัฐสภาว่า ประธานาธิบดีมินอองไลง์ ผู้นำเมียนมาจะเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ระหว่าง 7-8 ตุลาคม 2569 หลังจากมาเลเซีย-เมียนมาเริ่มกระบวนการส่งตัวผู้อพยพชาวเมียนมากลับภูมิลำเนาแล้วประมาณ 10,000 คน ทั้งทางรถยนต์และทางเรือ พร้อมย้ำว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามข้อตกลงของทั้ง 2 ฝ่าย และผู้อพยพจากเมียนมาสมัครใจเข้าร่วมโครงการแล้ว ทั้งนี้ ผู้นำมาเลเซียระบุว่าเข้าใจความห่วงกังวลขององค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนนานาชาติที่จับตามองความร่วมมือระหว่างมาเลเซีย-เมียนมา เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้อพยพชาวเมียนมา โดยเฉพาะชาวโรฮีนจา อย่างไรก็ตาม เมียนมาได้ให้คำมั่นกับมาเลเซียว่าจะคุ้มครองความปลอดภัย และไม่มีขั้นตอนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
ผู้นำมาเลเซียจะพบและหารือกับผู้นำเมียนมาในประเด็นความร่วมมือดังกล่าวต่อไป โดยปัจจุบัน มาเลเซียให้ความสำคัญกับมาตรการควบคุมและจัดการผู้อพยพผิดกฎหมาย มีรายงานว่าในปี 2569 หน่วยความมั่นคงมาเลเซียตรวจสอบและควบคุมตัวผู้อพยพผิดกฎหมายในมาเลเซียแล้วอย่างน้อย 50,000 ราย นอกจากนี้ มาเลเซียเป็นประเทศที่มีผู้อพยพชาวโรฮีนจาที่เดินทางจากเมียนมาจำนวนมาก ประมาณ 193,000 คน ส่วนใหญ่รอรับสถานะผู้ลี้ภัย เพื่อเดินทางไปยังประเทศที่ 3
ความสัมพันธ์ระหว่างมาเลเซีย-เมียนมา สอดคล้องกับข่าวสารก่อนหน้าที่เมื่อกลาง กันยายน 2569 ว่ามาเลเซียจะเชิญผู้นำเมียนมาเยือนประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนกับการให้เมียนมารับผู้อพยพชาวโรฮีนจากลับภูมิลำเนา ขณะที่ผู้นำเมียนมาจะได้ประโยชน์จากการเยือนประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นประเทศที่ 5 หลังจากที่ได้เยือน สปป.ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนหน้านี้ มาเลเซียเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนที่วิจารณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาอย่างแข็งกร้าว โดยเฉพาะวิจารณ์กองทัพและรัฐบาลเมียนมาเชิงลบ อย่างไรก็ตาม ผู้นำมาเลเซียระบุว่า การทูตและการแลกเปลี่ยนความร่วมมือที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน จะเป็นประโยชน์ต่อมาเลเซียมากกว่า สะท้อนการปรับนโยบายของมาเลเซียที่ให้ความสำคัญกับการร่วมมือในมิติที่เป็นผลประโยชน์หลักด้านความมั่นคง ขณะเดียวกันก็ไม่ขัดแย้งกับแนวทางของอาเซียน







