![]()

อิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีมากขึ้นเป็นลำดับ รวมทั้งยังแพร่ขยายไปถึงระดับโลกด้วย ซึ่งสหรัฐฯ มองว่า จีนกำลังท้าทายอิทธิพลของสหรัฐฯ ขณะที่การพบกันระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ได้แก่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง เมื่อ พฤษภาคม 2569 ก็สะท้อนภาพให้ประชาคมโลกเห็นได้ว่า จีนกำลังเทียบชั้นเท่ากับสหรัฐฯ แต่จีนก็พยายามดำเนินการความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้อยู่ในกรอบความสัมพันธ์ยุคใหม่ ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงระบุว่าได้เห็นชอบกับประธานาธิบดีทรัมป์ขณะเยือนกรุงปักกิ่ง เมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 โดยจะเป็นความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ ( constructive strategic stability) ที่จะยังเห็นการแข่งขันกันทั้งสองประเทศ แต่อยู่ในขอบเขตจำกัด รวมทั้งสามารถจัดการความแตกต่างกันได้ เพื่อให้เกิดสันติภาพ และเสถียรภาพระหว่างกัน
บทวิเคราะห์ของ Australian Strategic Policy Institute (ASPI) คลังสมองด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ และความมั่นคงระดับนานาชาติ ของออสเตรเลีย เรื่อง Pressure Points Part 3: China in the Pacific and Indian oceans เมื่อ 18 มิถุนายน 2569 ได้ชี้ให้เห็นถึงการขยายอิทธิพลด้านความมั่นคงของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการพยายามแทรกซึมเข้าสู่ระเบียบโลกเดิมแบบค่อยเป็นค่อยไป มาเป็นการขยายอิทธิพลเชิงรุกและจัดระเบียบความมั่นคงในภูมิภาคใหม่ให้เอื้อต่อผลประโยชน์ของจีน ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น Global Security Initiative (GSI) ซึ่งมองความมั่นคงแบบองค์รวม
เครื่องมือและยุทธวิธีในการขยายอิทธิพล จีนไม่ได้พึ่งพาแค่กองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังผสมผสานเครื่องมือในพื้นที่สีเทา (Grey-zone) เพื่อให้ได้มาซึ่งอิทธิพลโดยหลีกเลี่ยงการปะทะด้วยกำลังทหารโดยตรง เช่น กองทัพเรือน้ำลึก (Bluewater Navy) ที่จีนเร่งพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพเรือให้ปฏิบัติการได้ระยะไกล รวมทั้งใช้หน่วยยามฝั่ง (CCG) กองกำลังตำรวจติดอาวุธ บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน รวมถึงเรือวิจัยพลเรือน และเรือประมงพาณิชย์ ในการตรวจการณ์ และเก็บข้อมูลข่าวกรองทางสมุทรศาสตร์ในน่านน้ำห่างไกล นอกจากนี้ ยังมีปฏิบัติการเชิงรุกด้านอื่น ๆ มีการใช้การทูตทางทหาร การขายอาวุธ การซ้อมรบร่วม การเข้าถึงท่าเรือ และจุดส่งกำลังบำรุงในต่างแดน
บทวิเคราะห์ข้างต้น ยังชี้ให้เห็นว่าในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ แม้ว่าพื้นที่นี้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจต่อจีนน้อยมาก แต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการสกัดกั้นการเข้าถึงของกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตร พร้อมทั้งโดดเดี่ยวไต้หวัน ช่วงหลังจีนเน้นใช้ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการฝึกตำรวจเป็นกลไกหลักในการเกี่ยวพันด้านความมั่นคงกับประเทศหมู่เกาะดังกล่าว เห็นได้จากข้อตกลงด้านความมั่นคงกับหมู่เกาะโซโลมอน และการตั้งศูนย์ฝึกตำรวจจีน-หมู่เกาะแปซิฟิก
ขณะที่ในมหาสมุทรอินเดีย จีนใช้ภารกิจรักษาความปลอดภัยทางทะเลเพื่อปราบปรามโจรสลัดเพิ่มความร่วมมือกับประเทศโดยรอบมหาสมุทรอินเดีย และขยายสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานแบบใช้งานได้สองทาง (Dual-use facilities) ที่สนับสนุนทั้งการพาณิชย์และการทหาร เช่น ฐานทัพในจิบูตี และการเข้าควบคุมหรือพัฒนาท่าเรือในปากีสถาน (ท่าเรือ Gwadar) และศรีลังกา (ท่าเรือ Hambantota) ทำให้อินเดียต้องเร่งตอบโต้ด้วยการเสริมสร้างกองทัพและกระชับความร่วมมือกับกลุ่ม Quad (อินเดีย สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น) ส่วนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จีนใช้การแผ่อำนาจทางเรือและการเก็บข้อมูลข่าวกรองใกล้เขตน่านน้ำออสเตรเลีย
นัยของการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคดังกล่าว ไม่ได้มุ่งเน้นการปะทะในทันที แต่เป็นการค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานและกฎเกณฑ์ของภูมิภาค แม้จีนจะขยายอำนาจ แต่ก็นำมาซึ่งโอกาสให้พันธมิตร ซึ่งมีข้อเสนอแนะ เช่น เสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับภูมิภาค สนับสนุนประเทศหมู่เกาะและประเทศในมหาสมุทรอินเดียให้มีทางเลือก เพื่อที่จะไม่ต้องพึ่งพาจีนเพียงฝ่ายเดียว การเพิ่มขีดความตระหนักรู้ทางทะเล (Maritime domain awareness) ประสานงานแบ่งปันข้อมูลและเฝ้าระวังพื้นที่ทางทะเลร่วมกัน และความยืดหยุ่น (Resilience) ที่การแข่งขันกับจีนไม่ได้มีแค่มิติทางทหาร แต่ต้องสร้างความยืดหยุ่นทั้งในด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน และเทคโนโลยี เพื่อปกป้องอธิปไตย







