ผู้นำอินโดนีเซียและสิงคโปร์ให้คำมั่นว่าจะไม่มีการปิดช่องแคบมะละกา

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แถลงหลังการหารือกับ นรม.ลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ ที่กรุงจาการ์ตา เมื่อ 6 ก.ค.69 โดยให้คำมั่นว่าทั้งสองประเทศจะไม่ปิดช่องแคบมะละกา และช่วยกันรักษาไว้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพในการเดินเรือให้เปิดกว้างสำหรับทุกฝ่าย รวมทั้งเฝ้าระวังภัยทางทะเลต่าง ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ขณะที่ นรม.หว่อง ย้ำถึงพันธกรณีของรัฐบาล ต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปราโบโวยังย้ำด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นที่จะแก้ไขความเข้าใจผิดหรือการรับรู้ที่คลาดเคลื่อนอย่างเปิดเผยในฐานะมิตรประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รมว.กค.อินโดนีเซีย เคยกล่าวถึงแผนการจัดเก็บภาษีจากเรือที่ผ่านน่านน้ำดังกล่าว ซึ่งจุดชนวนความกังวลในภูมิภาค ก่อนจะออกมาปฏิเสธในภายหลัง

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก

กองทัพเรือของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เมื่อ 061201 ก.ค.69  เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2525 ที่จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำและยังเป็นครั้งแรกที่ทดสอบยิงจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ โดยเป็นการทดสอบยิงหัวรบจำลองไปยังบริเวณที่กำหนดในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี อย่างไรก็ดี ประเทศต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ แสดงความห่วงกังวลว่าอาจบั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาค แม้จะได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าจากทางการจีนแล้วก็ตาม

เทคโนโลยีกับการก่อการร้ายยุคปัจจุบัน

วารสาร Counter Terrorist Trends and Analyses ประจำ กรกฎาคม 2569 เมื่อ 2 กรกฎาคม 2569 วิเคราะห์ผลกระทบของเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (Emerging Technologies) ความคับแค้นใจส่วนบุคคล (Personal grievances) และบทบาทของสตรีกับการก่อการร้ายยุคปัจจุบัน วารสารดังกล่าวเป็นของ S. Rajaratnam School of International Studies (RSIS) สถาบันคลังสมองชั้นนำของโลก ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) สิงคโปร์ ที่มุ่งเน้นการวิจัยด้านความมั่นคง การต่างประเทศ และนโยบายระดับภูมิภาค ประเด็นสำคัญของวาสารดังกล่าวได้สะท้อนภาพของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับแนวคิดสุดโต่งรุนแรง (Radicalisation) โดยจากการสำรวจ AI ทั้งแบบทั่วไป และแบบที่เน้นข้อมูลอิสลาม พบว่าระบบ AI ทั้งหมดมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือการปฏิเสธ Jihadism และความรุนแรงอย่างชัดเจน แต่กลับมีมุมมองต่อ Islamism แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้แชทบอท AI…

เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวสูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

เวียดนามเป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงในอาเซียน ทั้งที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และการหยุดชงักของสินค้าจากการขนส่ง จากวิกฤตในตะวันออกกลางที่เริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และการขึ้นอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ โดยอัตราการขยายตัวของ GDP ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 8.18 อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นตามที่เวียดนามตั้งเป้าหมายไว้ว่าครึ่งแรกของปี จะอยู่ที่ ร้อยละ 11.9 และตลอดปี 2569 อัตราการขยายตัวของ GDP จะอยู่ที่ตัวเลข 2 หลัก หรือประมาณที่ ร้อยละ 10 นอกจากตัวเลขการขยายตัวของ  GDP จะสูงแล้ว ตัวเลขการท่องเที่ยวยังเป็นเชิงบวกอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดรายได้เข้าประเทศ โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในเวียดนาม มีประมาณ 10.7 ล้านคน เพิ่มจากห้วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 20.7  เวียดนามคาดหวังว่า ตัวเลขทั้งปี 2569 จะมากกว่า เมื่อปี 2568 ที่มีจำนวน 21.2 ล้านคน…

กระแสอพยพของชาวเมียนมาเข้ามาในไทย

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (United Nations’ International Organization for Migration-IOM) เปิดเผยว่า ในช่วง มกราคม– เมษายน 2569 มีชาวเมียนมาเดินทางเข้าสู่ไทยผ่านจุดผ่านแดน บริเวณ จังหวัดตาก จังหวัดระนอง  จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัด เชียงราย ประมาณ 687,000 คน สะท้อนแนวโน้มการอพยพที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะเวลาเพียง 4 เดือน มีจำนวนคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของผู้เดินทางเข้าไทยตลอดปี 2568 ที่มีมากกว่า 2 ล้านคน โดยผู้เดินทางส่วนใหญ่มีจุดหมายปลายทางเป็นกรุงเทพฯ   รองลงมาคือ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัด เชียงใหม่  จังหวัดตาก และจังหวัดระนอง แนวโน้มการเดินทางของชาวเมียนมาที่ออกนอกประเทศสะท้อนว่า ปัญหาในเมียนมายังคงมีอยู่ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หลังจากทหารยึดอำนาจเมื่อปี 2564 IOM ระบุด้วยว่า แรงกดดันที่ให้ชาวเมียนมาเดินทางออกนอกประเทศมากขึ้นในช่วงนี้ นอกจากต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยังอาจมาจากแรงกดดันจากภายในประเทศ เช่น การบังคับให้เกณฑ์ทหาร ขณะที่ร้อยละ 11 ของจำนวนชาวเมียนมาที่เดินทางเข้าไทยข้างต้น มีแนวโน้มจะพำนักในไทยในระยะยาว…

เครื่องประดับที่ผลิตในไทยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ

Financial Times ของสหราชอาณาจักร รายงานระบุว่า อัญมณีและเครื่องประดับที่ผลิตในไทยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ โดยสินค้าจำนวนมากที่วางจำหน่ายในยุโรป สหรัฐฯ หรือประเทศอื่น ๆ ต่างผลิตในไทย ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการเป็นแหล่งวัตถุดิบ และความเชี่ยวชาญของช่าง ทำให้เครื่องประดับเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ยังเป็นหนึ่งในผู้ส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องประดับไทยในระดับนานาชาติด้วย ทั้งนี้ แม้อุตสาหกรรมเครื่องประดับอาจเผชิญความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แต่ผู้ผลิตในไทยยังตั้งเป้าหมายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลกต่อไป

ขบวนการค้ามนุษย์ชายแดนไทย-มาเลเซียปรับเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหว

นสพ.New Straits Times รายงานเมื่อ 5 ก.ค.69 อ้าง ผบ.กองพลน้อยทิศ ตอ.ต. กองกำลังปฏิบัติการทั่วไป (General Operations Force-GOF) หรือ ตชด.มาเลเซีย ว่า ขบวนการค้ามนุษย์ที่เคลื่อนไหวบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนย้ายแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา จากเดิมที่ใช้วิธีการเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ ประมาณ 10-20 คน/ครั้ง เป็นการแบ่งกลุ่มย่อย 2-4 คน/ครั้ง เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ โดยลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติและท่าข้ามผิดกฎหมายตามแนวแม่น้ำโก-ลก เฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และ ต.รันเตาปันยัง รัฐกลันตัน จากนั้นจึงใช้รถโดยสารสาธารณะเดินทางเข้าเมือง

China-ASEAN School มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านกฎหมาย

อาเซียนและจีนร่วมกันเปิด China- ASEAN School ในห้วงการการประชุม  Conference on Exchanges and Mutual Learning of the Rule of Law of Civilizations 2026 ที่กรุงปักกิ่ง จีน เมื่อ 5 ก.ค.69 เพื่อเป็นกลไกเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษา การวิจัย และการปฏิบัติทางกฎหมายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับจีน โดยนายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีกิตติมศักดิ์ พร้อมร่วมกล่าวปาฐกถาในการประชุม เน้นย้ำว่า ระบบกฎหมายของแต่ละประเทศไม่ได้พัฒนาอย่างโดดเดี่ยว แต่พัฒนาผ่านการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอารยธรรม  และความร่วมมือด้านกฎหมายระหว่างอาเซียนกับจีนจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับมือกับความท้าทายข้ามพรมแดนที่ซับซ้อนมากขึ้น

ผู้นำรัสเซียและสหรัฐฯ หารือประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน

  นาย Yury Ushakov ที่ปรึกษาประธานาธิบดีรัสเซียด้านการต่างประเทศ แถลงเมื่อ 5 ก.ค.69 ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องในโอกาสวันชาติอเมริกัน เมื่อ 4 ก.ค. 69  เกี่ยวกับความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน โดยรัสเซียย้ำว่ารัสเซียต้องการสันติภาพ แต่ยุโรปและยูเครนต้องการให้ความขัดแย้งบานปลายด้วยการก่อการร้ายและโจมตีเป้าหมายพลเรือนรัสเซีย  พร้อมคาดหวังว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะแสวงหาแนวทางสร้างสันติภาพด้วยวิธีทางการทูต ห้วงการประชุมสุดยอดเนโต ที่ตุรกีใน 7-8 ก.ค.69 นอกจากนี้ประธานาธิบดีปูตินได้แจ้งต่อประธานาธิบดีทรัมป์ว่ารัสเซียสามารถยึดพื้นที่ของยูเครนได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมือง Kostiantynivka ในแคว้นโดเนตสค์ ทั้งนี้ การหารือใช้เวลาประมาณ 90 นาทีและเป็นการพูดคุยทางโทรศัพท์ครั้งที่ 14 ของผู้นำทั้งสอง นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยที่  2

ทำไมไทยและกัมพูชาต้องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับของ UNCLOS

เมื่อไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยมาอย่างยาวนาน แต่ไม่สามารถหาข้อยุติในการเจรจากันเองได้ แล้วสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ทั้งสองประเทศจะใช้กลไกอะไรมาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว มาติดตามกันได้ที่ The Intelligence Podcast ตอน “ทำไมไทยและกัมพูชาต้องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับของ UNCLOS”