อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในภูมิภาค และประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ

กกล.พิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองทัพอิหร่าน ออกแถลงการณ์เมื่อ 12 ก.ค.69 ว่า ได้ปฏิบัติการยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าไปโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ ฐานทัพอากาศ Prince Hassan ในจอร์แดน ฐานทัพอากาศ Al Udeid ในกาตาร์ ศูนย์ส่งกำลังบำรุงและเติมเชื้อเพลิงเรือที่ท่าเรือ Duqm ในโอมาน รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อพื้นที่ทางใต้ของอิหร่านครั้งล่าสุด พร้อมทั้งระบุว่า หากสหรัฐฯ ยังคงปฏิบัติการทางทหารอีก อิหร่านจะตอบโต้อย่างรุนแรงยิ่งขึ้น ขณะที่เมื่อ 11 ก.ค.69 ทร.ของ IRGC ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม โดยระบุว่าช่องแคบดังกล่าวจะถูกปิดจนกว่าสหรัฐฯ จะยุติการแทรกแซงในภูมิภาค

กัมพูชาเตือนประชาชนระมัดระวังข้อมูลข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์

กระทรวงสารสนเทศกัมพูชา เมื่อ 13 กรกฎาคม 2569 แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการใช้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ โดยย้ำว่าข้อมูลหรือเนื้อหาที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ เฉพาะอย่างยิ่ง Facebook และ TikTok ไม่ใช่สื่อมวลชนหรือผู้สื่อข่าวมืออาชีพ จึงไม่ผ่านกระบวรการตรวจสอบหรือแก้ไข และไม่ใช่แหล่งข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ เนื่องจากดังนั้น ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน ต้องให้ความสำคัญกับการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และประเมินความน่าเชื่อถือของเนื้อหาต่าง ๆ ที่เผยแพร่ในแพล็ตฟอร์มดังกล่าว ทั้งนี้ กัมพูชามีข้อมูลว่าประชาชนมากกว่า 15 ล้านคนเป็นผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ และแพล็ตฟอร์ม Facebook และ TikTok ได้รับความนิยมสูงมาก ท่าทีของกระทรวงสารสนเทศกัมพูชามีขึ้นเรื่องในโอกาสวันเริ่มกิจกรรมรณรงค์ “Say No to Fake News” ในสถาบันศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มเยาวชนให้ระมัดระวังการเชื่อข้อมูลข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ เพราะอาจทำให้เกิดความสับสนและการเชื่อข้อมูลข่าวปลอม นอกจากนี้ กัมพูชายังกระตุ้นให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์รู้จักช่องทางข่าวสารที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีเนื้อหาที่ผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญและสื่อมวลชนมืออาชีพ เช่น Agence Kampuchea Presse (AKP) National Television of Cambodia (TVK) National…

การปะทะสหรัฐฯ-อิหร่านตึงเครียดขึ้น

การตอบโต้ทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ตึงเครียดขึ้น ตั้งแต่การโจมตีครั้งใหม่ ระลอกแรก เมื่อ 8 กรกฎาคม 2569 โดยเมื่อ 12 กรกฎาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ เน้นทำลายสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการทหารในพื้นที่ตอนใต้ของอิหร่าน ขณะที่สื่อมวลชนอิหร่านรายงานว่าสหรัฐฯ โจมตีเมือง Bandar Abbas ซึ่งเป็นชายฝั่งของประเทศ รวมทั้งเกาะ Qeshm พื้นที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่าน ทั้งนี้ สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่อง หลังจากประกาศยุติข้อตกลง MoU ระหว่างกัน เนื่องจากอิหร่านปฏิบัติการใช้อากาศยานไร้คนขับและขีปนาวุธโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ และจอร์แดน สถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าวทำให้เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก หรือช่องแคบฮอร์มุซ ตกอยู่ในความเสี่ยงสูง เนื่องจากอิหร่านไม่รับประกันความปลอดภัยของเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านเส้นทางดังกล่าว หากไม่ได้รับอนุญาตจากอิหร่าน ทั้งนี้ อิหร่านพยายามใช้การทูตเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์กับโอมาน ประเทศที่มีชายฝั่งติดกับช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน โดยผู้แทนอิหร่านพบหารือกับผู้แทนโอมานเมื่อ 11 กรกฎาคม 2569 แต่ฝ่ายโอมานยืนยันเสนอให้แบ่งเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซเป็น 2 เส้นทาง ทำให้อิหร่านยังไม่พอใจและไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว…

จีนคัดค้านกรณี 14 ประเทศออกถ้อยแถลงเกี่ยวกับทะเลจีนใต้

ความมั่นคงในทะเลจีนใต้กลับไปเป็น Hot Spot หรือจุดขัดแย้งที่ตึงเครียดของภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง เมื่อ 14 ประเทศร่วมกันเผยแพร่ถ้อยแถลงเกี่ยวกับทะเลจีนใต้เมื่อ 12 กรกฎราคม 2569 หัวข้อ “2016 South China Sea arbitration award” เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีที่ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) ตัดสินคดีทะเลจีนใต้เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ให้ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะ และระบุว่าการที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่โดยใช้เส้นประ 9 เส้นนั้น ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) กรณีดังกล่าวทำให้จีนไม่พอใจอย่างมาก และเตือนว่าทั้ง 14 ประเทศไม่ควรใช้ประเด็นดังกล่าวเพื่อทายสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ ประเทศที่ร่วมออกถ้อยแถลงดังกล่าว ได้แก่ ฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา สหราชอาณาจักร เยอรมนี อิตาลี โรมาเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย สโลวิเนีย และเอสโทเนีย โดยประกาศว่าถ้อยแถลงครั้งนี้เป็นเป็น “รางวัล” ให้แก่การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจีนคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับความเคลื่อนไหวดังกล่าว พร้อมยืนยันสิทธิในทะเลจีนใต้และวิจารณ์ว่าประเทศที่ร่วมมือกับฟิลิปปินส์ออกถ้อยแถลงนี้หลายประเทศไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่สิทธิ์เหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้…

ทั่วโลกร่วมไว้อาลัยอดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์

รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกร่วมแสดงความอาลัยและรำลึกถึงผลงานการพัฒนาประเทศที่สำคัญ ของอดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ หรือ เชค ฮะมัด บิน เคาะลีฟะฮ์ บิน ฮะมัด อาลษานี  พระชนมายุ 74 พรรษา /2569 ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อ 12 กรกฎาคม 2569 สำหรับพิธีศพจัดขึ้นที่กรุงโดฮา กาตาร์ ขณะที่สำนักพระราชวังและรัฐบาลกาตาร์ นำโดยเชค ตะมีม บิน ฮะมัด บิน เคาะลีฟะฮ์ อาลษานี ประมุขแห่งรัฐและผู้นำสูงสุดของกาตาร์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 กล่าวแสดงความอาลัยตามธรรมเนียมศาสนา เชค ตะมีม บิน ฮะมัด บิน เคาะลีฟะฮ์ อาลษานี ยกย่องพระบิดาว่าเป็นผู้ออกแบบกาตาร์ให้มีความทันสมัย เนื่องจากในช่วงที่ปกครองประเทศระหว่างปี 2538-2556 กาตาร์มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วตลอดระยะเวลา 18 ปี จากการที่ได้มีการวางรากฐานการพัฒนาและปฏิรูปประเทศ  รวมทั้งทรงประกาศใช้รัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของประเทศ เมื่อปี 2547 ซึ่งให้มีการเลือกตั้งระดับเทศบาล รวมทั้งเอื้อให้สตรีมีสิทธิเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมกับทรงแสดงบทบาทในเวทีระหว่างประเทศจนได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เลขาธิการสหประชาชาติ…

อิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจากบทวิเคราะห์ของ ASPI

อิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีมากขึ้นเป็นลำดับ รวมทั้งยังแพร่ขยายไปถึงระดับโลกด้วย ซึ่งสหรัฐฯ มองว่า จีนกำลังท้าทายอิทธิพลของสหรัฐฯ ขณะที่การพบกันระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ได้แก่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง เมื่อ พฤษภาคม 2569 ก็สะท้อนภาพให้ประชาคมโลกเห็นได้ว่า จีนกำลังเทียบชั้นเท่ากับสหรัฐฯ แต่จีนก็พยายามดำเนินการความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้อยู่ในกรอบความสัมพันธ์ยุคใหม่ ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงระบุว่าได้เห็นชอบกับประธานาธิบดีทรัมป์ขณะเยือนกรุงปักกิ่ง เมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 โดยจะเป็นความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์เชิงสร้างสรรค์ ( constructive strategic stability) ที่จะยังเห็นการแข่งขันกันทั้งสองประเทศ แต่อยู่ในขอบเขตจำกัด รวมทั้งสามารถจัดการความแตกต่างกันได้ เพื่อให้เกิดสันติภาพ และเสถียรภาพระหว่างกัน บทวิเคราะห์ของ Australian Strategic Policy Institute (ASPI) คลังสมองด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ และความมั่นคงระดับนานาชาติ ของออสเตรเลีย เรื่อง Pressure Points Part 3: China in the Pacific and…

เวียดนามเปิดสถานกงสุลใหญ่แห่งแรกใน จ.ภูเก็ต

เว็บไซต์ นสพ.Vietnam News รายงานเมื่อ 9 ก.ค.69 ว่า เมื่อวันเดียวกัน นายฟาม เวียด ฮุง (Phạm Việt Hùng) ออท.เวียดนาม ณ กรุงเทพฯ เข้าร่วมพิธีเปิด สกญ.เวียดนามแห่งแรกใน จ.ภูเก็ต ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมในยาง บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา อ.ถลาง สกญ.แห่งนี้มีขอบเขตอำนาจรับผิดชอบ 8 จังหวัดทางภาคใต้ของไทย ได้แก่ ภูเก็ต พังงา กระบี่ สตูล ระนอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี โดยมีนายธเนศ ตันติพิริยะกิจ เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ ทั้งนี้ การจัดตั้ง สกญ.ดังกล่าวนับเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตทวิภาคีระหว่างเวียดนามกับไทย และสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของทั้งสองประเทศที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจพื้นที่ทะเลอันดามัน และอำนวยความสะดวกให้แก่ชุมชนชาวเวียดนามในพื้นที่ตอนใต้ของไทย

เศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตร้อยละ 7.2 ในปี 2569

สนข.VGP ของทางการเวียดนาม รายงานเมื่อ 9 ก.ค.69 อ้างการประเมินของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 7.2 หรือมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งจะเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 4.9 แต่เศรษฐกิจเวียดนามในปี 2570 จะหดตัวเหลือร้อยละ 7 จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รอบใหม่ ความผันผวนของตลาดพลังงานเรื้อรัง เงื่อนไขทางการเงินที่ซับซ้อนขึ้น การปรับราคาหุ้นที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีน

ไทยและอินโดนีเซียเน้นคุณภาพนักท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณ

The Diplomat ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภาคการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. โดยไทยซึ่งเป็นปลายทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากที่สุดมาโดยตลอด แต่ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวลดลง ขณะที่ประเทศคู่แข่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเวียดนาม อย่างไรก็ตาม แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ซึ่งรวมถึงไทยและอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับผลกระทบด้านลบ เช่น การเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาอาชญากรรม การจราจร และมลพิษ จึงเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณนักท่องเที่ยว สะท้อนว่าตลาดท่องเที่ยวขนาดใหญ่มีความรอบคอบมากขึ้นในการดึงดูดนักท่องเที่ยว แม้ยังคงต้องการรายได้จากต่างประเทศ แต่ต้องการลดปัญหาที่มาพร้อมกับการท่องเที่ยวเช่นกัน

The Age of Economic Warfare

สถานการณ์โลกในปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่ยุคของการทำสงครามเศรษฐกิจ และชี้ให้เห็นเส้นทางของระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคต   วิเคราะห์โดยนาย Edward Fishman นักวิชาการอาวุโส และผู้อำนวยการ Maurice R. Greenberg Center for Geoeconomic Studies ประจำสถาบัน Council on Foreign Relations (CFR) คลังสมองและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรชั้นนำของสหรัฐฯ ที่เน้นด้านนโยบายต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ CFR ที่เผยแพร่ เมื่อ 20 พฤษภาคม 2569 บริบทและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ……. สงครามเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากผู้นำคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นแนวโน้มที่ขยายตัวไปทั่วโลก โดยในช่วงปี 2562 – 2567 มาตรการจำกัดการค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า ทั้งจีน เบลเยียม รัสเซีย อิหร่าน และญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ต่างกำลังสะสมเครื่องมือและสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ปัญหาหลักที่เกิดขึ้น คือ ความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้าง (Structural mismatch) ระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันถูกออกแบบมาสำหรับยุค…