EP 1/2  : เทคโนโลยี AI กับการก่อการร้าย

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) มีความเชื่อมโยง และเกื้อหนุนการก่อการร้ายมากขึ้น ซึ่งมีบทวิเคราะห์ของสถาบันทางวิชาการที่น่าสนใจในทั้ง 2 EP โดย EP 1/2 เป็นบทวิเคราะห์เกี่ยวกับภาพรวมของผู้ก่อการร้ายกับ AI ส่วน EP 2/2  เกี่ยวกับกลุ่มก่อการร้าย Boko Haram ใช้ AI สำหรับ EP 1/2 : เทคโนโลยี AI กับการก่อการร้าย เป็นบทวิเคราะห์เรื่อง Artificial Intelligence and the Future of Terrorism ของ Center for Strategic and International Studies (CSIS) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยนโยบายและคลังสมอง ด้านการต่างประเทศ ความมั่นคง และยุทธศาสตร์ระดับโลกของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ เมื่อ 10 กรกฎาคม 2569 ชี้ให้เห็นถึงผู้ก่อการร้ายใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ…

การประชุม รมว.กต.อาเซียน ที่ฟิลิปปินส์

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ด้านกิจการอาเซียนเปิดเผยเมื่อ 16 ก.ค.69 ว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia-TAC) จะมีขึ้นที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ระหว่าง 19-24 ก.ค.69 โดยการหารือจะครอบคลุมประเด็นความร่วมมือระดับภูมิภาค การเสริมสร้างความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) การส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ตลอดจนประเด็นความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงความคืบหน้าการให้สัตยาบันความตกลงว่าด้วยความมั่นคงด้านปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Petroleum Security Agreement-APSA) เพื่อรับมือกับความท้าทายของสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจมาเลเซียไตรมาส 2/2569 ยังขยายตัว

สนง.สถิติมาเลเซีย ว่า เศรษฐกิจมาเลเซียไตรมาส 2/2569 ยังคงขยายตัวแข็งแกร่ง ที่ร้อยละ 5.8 แม้เผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลาง โดยมีปัจจัยหนุนจากภาคการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ภาคการบริการ และการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อลดลงจากร้อยละ 2 เมื่อ พ.ค.69 เป็นร้อยละ 1.9 เมื่อ มิ.ย.69 ทั้งนี้ เมื่อคำนวณรวมกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 1/2569 ที่ร้อยละ 5.4 ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจมาเลเซียช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ร้อยละ 5.6 เมื่อเทียบกับห้วงเดียวกันของปี 2568 ที่ร้อยละ 4.5

อินเดียดำเนินการมาตรการ Seafarer-First response

  นาย Sarbananda Sonowal รมว.การขนส่งทางน้ำ ของอินเดีย เป็นประธานการประชุมระดับสูงเพื่อทบทวนและติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาค ตอ.กลาง เมื่อ 14 ก.ค.69 และสั่งการให้ดำเนินการมาตรการ ‘Seafarer-First’ response โดยจะจัดตั้งระบบรายงานข้อมูลการปฏิบัติงานสำหรับเรือแต่ละลำแบบครบวงจร (Dashboard) เพื่อบันทึกข้อมูลของลูกเรือชาวอินเดียทุกคนบนเรือทุกลำ โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติเรือ ครอบคลุมพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และอ่าวโอมาน Dashboard จะแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับตำแหน่งเรือ เจ้าของเรือ สินค้า จำนวนลูกเรือ สวัสดิการลูกเรือ การประเมินภัยคุกคาม เส้นทางการเดินทางที่วางแผนไว้ ท่าเรือต่อไปที่จะแวะจอด และความพร้อมใช้งานของสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ บนเรือ พร้อมกับตั้ง จนท.ประสานงานเฉพาะกิจ สำหรับให้ความช่วยเหลือลูกเรือชาวอินเดียที่ประสบภัยจากเหตุการณ์โจมตีเรือพาณิชย์

สหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน และ 3 ประเด็นน่าติดตาม

การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความตึงเครียด และเริ่มมีรายงานปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรืออนุสัญญาเจนีวา (1949 Geneva Conventions) โดยอิหร่านระบุเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 ว่า กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน ที่ไม่ใช่เป้าหมายด้านการทหาร ได้แก่ สะพาน สถานีรถไฟและท่าอากาศยาน โรงงานผลิตพลังงาน และสิ่งปลูกสร้างในเมือง กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าปฏิบัติการโจมตีทั้งหมดมุ่งเน้นทำลายเป้าหมายด้านการทหารในอิหร่าน เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต้องการสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารเพื่อชิงความได้เปรียบในสงครามครั้งนี้ และมีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (information warfare) เป็นเครื่องมือเพิ่มความชอบธรรมในการวางกลยุทธและดำเนินยุทธวิธีการต่อสู้ต่อไป สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปะทะรอบใหม่นี้ คือ สิทธิการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสหรัฐฯ ต้องไม่แทรกแซงช่องแคบฮอร์มุซ และต้องถอนกำลังออกจากภูมิภาค เพื่อแลกกับการทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับไปมีสถานะเหมือนช่วงก่อนสงคราม ซึ่งอิหร่านจะยอมรับโอมานเป็นอีก 1 ประเทศที่มีสิทธิบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซร่วมกับอิหร่านเท่านั้น ประเด็นที่น่าจับตามองจากการปะทะรอบใหม่นี้ ได้แก่ 1) ขีดความสามารถของอิหร่านที่จะต้านทานมาตรการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบัน มีรายงานว่าอิหร่านสามารถต้านทานมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ ได้อย่างน้อย 90 วัน เนื่องจากได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์และมียุทโธปกรณ์เพียงพอ 2)…

องค์กรระหว่างประเทศกังวลความปลอดภัยชาวโรฮีนจา

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แสดงความกังวลเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับความปลอดภัยของชาวโรฮีนจาที่อพยพออกจากเมียนมาทางเรือ เนื่องจากมีรายงานว่าเรือของผู้อพยพจำนวน 2 ลำสูญหาย และอาจทำให้ชาวโรฮีนจาจากรัฐยะไข่ของเมียนมา และบางส่วนเดินทางมาจากค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองค็อกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ  จำนวน 500 คน เสียชีวิต ตั้งแต่ปลาย มิถุนายน 2569 สำหรับสาเหตุที่ทำให้องค์กร IOM และ UNHCR แสดงความกังวล เนื่องจากไม่สามารถติดต่อเรือดังกล่าวได้ และมีรายงานเรือจมบริเวณชายฝั่งเมียนมา แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด ในห้วงปี 2569 มีชาวโรฮีนจาที่เสียชีวิตระหว่างการอพยพจากเมียนมาไปทางเรือ จำนวนอย่างน้อย 300 คน โดยเป็นชาวโรฮีนจาที่ต้องการอพยพหนีภัยความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าเหตุการณ์ด้านความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมทั้งชาติพันธุ์ในเมียนมายังไม่มีเสถียรภาพ ยังคงมีความรุนแรงและทำให้ชาวโรฮีนจาต้องการอพยพออกจากพื้นที่ แม้ว่าจะเผชิญความเสี่ยงสูงในการเดินทาง เพราะการเดินทางด้วยเรือในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้การเดินทางไปปลอดภัย ความปลอดภัยของชาวโรฮีนจาที่ต้องการอพยพจากเมียนมาไปยังมาเลเซีย ยังคงเป็นประเด็นที่องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศให้ความสนใจ และติดตามรายงานต่อเนื่อง พร้อมกับเชื่อมโยงกับมาตรการแก้ไขปัญหาของไทย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านเมียนมา และเคยมีส่วนร่วมในการป้องกันการค้ามนุษย์ รวมทั้งการแสวงประโยชน์จากชาวโรฮีนจา ชาวโรฮีนจามีแนวโน้มอพยพออกจากเมียนมามากขึ้น เนื่องจากการตั้งถิ่นฐานในเมียนมาและบังกลาเทศนั้นไม่ปลอดภัย ทำให้ประเด็นชาวโรฮีนจาจะได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง พิจารณาจากสหประชาชาติ (UN) เคยเรียกร้องให้ประเทศต่าง…

จีนไม่พอใจสหราชอาณาจักรกรณีเปลี่ยนผู้บริหารบริษัทเหล็ก

กรณีสหราชอาณาจักรซื้อกิจการบริษัท British Steel ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศ ที่ก่อนหน้านี้มีบริษัทกลุ่มจิงเย่ (Jingye) ของจีนเป็นผู้บริหาร ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมาก โดยกระทรวงการต่างประเทศของจีนเมื่อ 17 กรกฎาคม 2569 ประณามความเคลื่อนไหวดังกล่าว พร้อมระบุว่าเป็นการลดสิทธิตามกฎหมายของบริษัทจีน รวมทั้งส่งผลเสียต่อมุมมองนักธุรกิจจีนที่ต้องการไปลงทุนในสหราชอาณาจักรในอนาคต สำหรับสาเหตุที่รัฐบาลจีนไม่พอใจ เนื่องจากมองว่าที่ผ่านมา บริษัทกลุ่มจิงเย่ของจีน ได้เข้าไปบริหารและทุ่มเทงบประมาณเพื่อฟื้นฟูกิจการของบริษัท British Steel ที่เคยประสบปัญหาการเงิน แต่รัฐบาลสหราชอาณาจักรออกกฎหมายเพื่อยึดกิจการคืนเมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 โดยอ้างเหตุผลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ห่วงโซ่การผลิตและปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ รัฐบาลจีนเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรทบทวนมาตรการดังกล่าว เคารพสิทธิของบริษัทกลุ่มจิงเย่ของจีน และปฏิบัติตามข้อตกลง China-UK Investment Protection Agreement รวมทั้งกฎหมายด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนปฏิบัติต่อนักลงทุนและนักธุรกิจของจีนในสหราอาณาจักรอย่างยุติธรรม บริษัทกลุ่มจิงเย่ของจีน ซึ่งเป็น 1 ใน 100 บริษัทขนาดใหญ่ของจีน เข้าซื้อกิจการบริษัท British Steel ให้เป็นบริษัทในเครือเมื่อปี 2563 มูลค่าประมาณ 94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากบริษัท British Steel ประสบปัญหาด้านการเงินและเสี่ยงล้มละลาย แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูกำไร…

ผลสำรวจมุมมอง 36 ประเทศ ชื่นชอบจีนมากกว่าสหรัฐฯ

การแข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นหนึ่งในประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อนานาชาติ ขณะเดียวกัน นโยบายและมาตรการของทั้ง 2 ประเทศที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของโลก ก็ส่งผลต่อมุมมองของนานาชาติต่อบทบาทของทั้ง 2 ประเทศเช่นกัน ล่าสุด สถาบัน Pew Research Center ของสหรัฐฯ เมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 เผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของบุคคล 42,000 คน จาก 36 ประเทศ เมื่อห้วง กุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2569 เกี่ยวกับมุมมองต่อสหรัฐฯ กับจีน พบว่าเป็นครั้งแรก ที่ผู้ตอบแบบสอบถามใน 25 ประเทศจาก 36 ประเทศ ชื่นชอบจีนมากกว่าสหรัฐฯ และพบว่าในหลายประเทศมีมุมมองต่อจีนเชิงบวกเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังได้รับคะแนนสูงกว่าด้านการเคารพสิทธิและเสรีภาพของบุคคล แต่จีนได้คะแนนมากกว่าด้านการไม่แทรกแซงกิจการของประเทศอื่น ๆ การสำรวจดังกล่าวอ้างถึงมุมมองของผู้ตอบแบบสอบถามในไทยด้วย โดยเป็น 1 ใน 25 ประเทศที่ผู้ตอบแบบสอบถามมีมุมมองเชิงบวกต่อจีนเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกันกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ สถาบัน Pew Research…

ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ยอมรับบทบาทศาลอาญาระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลสหรัฐฯ แสดงจุดยืนไม่ยอมรับบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศที่มีแนวปฏิบัติไม่เป็นผลดีต่อชาวอเมริกันและพันธมิตร โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 15 กรกฎาคม 2569 ประกาศคว่ำบาตรรกศาลอาญาระหว่างประเทศ International Criminal Court (ICC) เนื่องจากมีมุมมองว่า ICC ข่มขู่และคุกคามระบบกฎหมายและการเมืองของสหรัฐฯ โดยใช้กฎหมายระหว่างประเทศมาเป็นเครื่องมือหรือ “กระสุน” ทำลายความมั่นคงของสหรัฐฯ ดังนั้น สหรัฐฯ จำเป็นต้องปกป้องอำนาจอธิปไตยและชาวอเมริกันด้วยการทำให้ ICC ไม่มีอิทธิพล ซึ่งท่าทีของของนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ค่อนข้างแข็งกร้าว และมีขั้นตอนระบุชัดเจนที่จะโน้มน้าวให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อลดความชอบธรรมและบทบาทของ ICC นอกจากนี้ หากประเทศใดที่รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ อยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านการกดดัน ICC ก็อาจเผชิญมาตรการตอบโต้จากสหรัฐฯ ด้วย กรณีสหรัฐฯ ไม่พอใจท่าทีและบทบาทของ ICC เป็นผลจาก ICC รับทำคดีสอบสวนชาวอเมริกันในต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งชาวอเมริกันที่ปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอัฟกานิสถาน และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับประธานาธิบดีทรัมป์ นอกจากนี้ กลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางส่วนเรียกร้องให้ ICC…

สหรัฐฯ ขยายการโจมตีในอิหร่าน ไม่มีสัญญาณการเจรจา

สหรัฐฯ ขยายพื้นที่ปฏิบัติการโจมตีในอิหร่านเมื่อ 15 กรกฎาคม 2569 จากที่ก่อนหน้านี้เน้นทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหารและพลังงานบริเวณภาคตะวันตกและตอนใต้ของอิหร่าน ล่าสุด สหรัฐฯ ใช้การโจมตีทางอากาศไปทั่วประเทศ ได้แก่ เมือง Bandar Abbas, Chabahar และเมือง Ahvaz โดยสหรัฐฯ ยืนยันว่าโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและเหมาะสม พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ เพิ่มจำนวนเรือที่ใช้ในปฏิบัติการปิดล้อมกองเรือของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซด้วย เป็นสิ่งบ่งชี้ว่า สหรัฐฯ พร้อมปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านในระยะยาว และต้องการกดดันอิหร่านมากขึ้น ด้านอิหร่านระบุว่าพร้อมจะทำสงครามกับสหรัฐฯ เพื่อค้ำประกันความอยู่รอด โดยประกาศว่าสงครามครั้งนี้เป็น “existential war” หรือสงครามที่กำหนดอนาคตความอยู่รอดของอิหร่าน ดังนั้น รัฐบาลอิหร่านจึงให้อำนาจกองทัพอิหร่านหรือ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ตัดสินใจยุทธศาสตร์การรบและปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องความมั่นคงชองชาติและประชาชน รวมทั้งจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน ท่าทีของอิหร่านจึงอาจเป็นสัญญาณว่าการเจรจาทางการทูต เพื่อจัดทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้เร็ว ๆ นี้ เนื่องจากอิหร่านมุ่งปกป้องประเทศ มากกว่าจะส่งผู้แทนไปเจรจาในประเทศที่ 3 ขณะที่สหรัฐฯ ก็กลับไปใช้มาตรการกดดันอิหร่านโดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและการคว่ำบาตร ควบคู่กับใช้กำลังทหารปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แม้อิหร่านจะยืนยันว่าไม่ต้องการทำสงคราม แต่ก็ย้ำเช่นกันว่า สหรัฐฯ…