ฉากทัศน์ต่อไประหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ฉากทัศน์ หรือ scenario ต่อไประหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาตอบโต้ด้านการทหารกันอีกครั้ง โดยเมื่อ 7 กรกฎาคม 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM  โจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายหลายจุดทางตอนใต้ของอิหร่านกว่า 80 เป้าหมาย เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ และหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อ 8 เมษายน 2569 ที่ตุรกี เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดเนโต ว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้จบลงแล้ว CENTCOM ก็โจมตีอิหร่าน รอบที่ 2 กว่า 90 เป้าหมาย ขณะที่อิหร่านตอบโต้สหรัฐฯ ตั้งแต่โจมตีครั้งใหม่รอบแรก ด้วยการโจมตีพันธมิตรของสหรัฐฯ ได้แก่ ที่มั่นด้านการทหารรวมทั้งฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน จำนวน 85 แห่ง ครั้งที่ 2 โจมตีบาห์เรน คูเวต และกาตาร์ พร้อมประกาศว่า พร้อมจะตอบโต้สหรัฐฯ อีก และอิหร่านยืนกรานว่า…

ไทยและมาเลเซียเห็นพ้องพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนและแก้ไขปัญหาการค้าอาหารทะเล

Reuters รายงานกรณีไทยและมาเลเซีย เห็นพ้องการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รวมทั้งแก้ไขปัญหาการค้าอาหารทะเล  เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและคลี่คลายปัญหาบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงที่กลับมาเพิ่มขึ้น หลังเกิดเหตุความรุนแรงที่เชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยส่งผลให้ทั้งสองประเทศเพิ่มความเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยชายแดน

ลาวต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.1 ล้านคน ห้วง ม.ค.-พ.ค.69

ในห้วง ม.ค.-พ.ค.69 ลาวต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 47 ของเป้าหมายในปี 2569 ซึ่งมีจำนวน 4.46 ล้านคน และสร้างรายได้ให้ประเทศ 960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2567 ร้อยละ 8 ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยมีชาวลาวท่องเที่ยวในประเทศ 1.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 30 ของเป้าหมายปี 2569 ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการแหล่งท่องเที่ยว การสำรวจที่ดินและกำหนดเขตแดนในแหล่งท่องเที่ยว ดำเนินการแล้วเสร็จ 3 แห่ง มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ปีละ 2 แห่ง ทั้งนี้ แม้ภาพรวมการท่องเที่ยวลาวจะมีทิศทางเชิงบวก แต่บางพื้นที่ อาทิ แขวงหลวงพระบาง กลับมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ผลจากราคาพลังงานเชื้อเพลิงและค่าบัตรโดยสารที่เพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลลาวยังคงเร่งดำเนินการปรับปรุงมาตรฐาน และการคุ้มครองนักท่องเที่ยว ทั้งยังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้แทนจาก สอท.จีน เพื่อแก้ไขปัญหา “ทัวร์ศูนย์เหรียญ”

จีนประกาศแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระยะ 5 ปี ฉบับใหม่

สำนักงานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งรัฐจีน อนุมัติแผนส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระยะ 5 ปี ฉบับใหม่ เมื่อ 8 ก.ค.69 ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยวในจีนให้ได้ 190 ล้านคน ขยายการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ และกระตุ้นการใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวภายในจีนให้ได้ 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ ปี ภายในปี 2573   อาทิ การขยายโครงการเดินทางเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า (Visa free) และเพิ่มการเชื่อมโยงระหว่างประเทศทั้งทางอากาศและทางราง เพิ่มการอำนวยความสะดวกด้านการชำระเงิน การเดินทาง การสื่อสาร และที่พัก รวมถึงปรับปรุงขั้นตอนการขอคืนภาษี ยกระดับทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร  นำระบบปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการแปลภาษาเพื่อลดข้อจำกัดในการให้บริการนักท่องเที่ยวมากขึ้นในอนาคต

สหรัฐฯ ยุติข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการหารือกับนายมาร์ค รุตเตอ เลขาธิการ NATO ก่อนการประชุมกับกลุ่มผู้นำประเทศสมาชิก NATO ณ กรุงอังการา ตุรกี เมื่อ 8 ก.ค.69 ว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านภายใต้บันทึกความเข้าใจแห่งอิสลามาบัด (Islamabad Memorandum of Understanding) ได้สิ้นสุดลง หลังจากอิหร่านโจมตีของเรือพาณิชย์ จนทำให้สหรัฐฯ ต้องตอบโต้ และไม่เห็นความเป็นได้ที่จะบรรลุข้อตกลงจากการเจรจากับอิหร่านอีก แต่ผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯ ยังสามารถเจรจากับอิหร่านต่อไปได้

กรีนแลนด์ยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ

สนข.Euronews รายงานเมื่อ 8 ก.ค.69 ว่า การประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่กรุงอังการา ตุรกี มีบรรยากาศตึงเครียด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำว่าสหรัฐฯ ควรเข้าควบคุมกรีนแลนด์ พร้อมวิจารณ์เดนมาร์กว่าใช้งบประมาณด้านกลาโหมเพื่อปกป้องดินแดนดังกล่าวไม่เพียงพอ ขณะที่ นาง Mette Frederiksen นรม.เดนมาร์ก ยืนยันว่ากรีนแลนด์เป็นอธิปไตยของเดนมาร์กและไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาซื้อขาย ด้านเลขาธิการ NATO หลีกเลี่ยงการแสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่ากำลังมีการหารือผ่านช่องทางที่เหมาะสม ทั้งนี้ ความขัดแย้งดังกล่าว ประกอบกับสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีแนวโน้มส่งผลให้ประเด็นด้านความมั่นคงของ NATO รวมถึงยูเครนและการป้องกันยุโรป ถูกลดความสำคัญลงในการประชุม

โดมความร้อนถล่มยุโรป : สัญญาณเตือนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ช่วงปลายมิถุนายน 2569 หลายประเทศในยุโรปเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงจากปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat Dome) โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน รวมถึงหลายพื้นที่ในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก หลายเมืองมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายด้าน ทั้งการเจ็บป่วยจากโรคลมแดด ภาวะขาดน้ำ และโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน องค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) ประเมินว่าคลื่นความร้อนครั้งนี้อาจส่งผลให้เสียชีวิตของผู้คนมากกว่า 1,300 ราย นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ระบบการคมนาคม การเรียนการสอน และระบบไฟฟ้า ปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat Dome) เกิดจากระบบความกดอากาศสูงที่ปกคลุมพื้นที่เป็นเวลานาน จนทำหน้าที่เปรียบเหมือนฝาหม้อ ที่กักเก็บมวลอากาศร้อนไว้เหนือพื้นดิน ทำให้อากาศร้อนไม่สามารถลอยตัวขึ้นไปและระบายออกได้ตามปกติ ในขณะเดียวกันท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งทำให้แสงแดดส่องถึงพื้นดินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความร้อนสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้อุณหภูมิสูงทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน สำหรับคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในยุโรปครั้งนี้ ยังได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ Omega Block ซึ่งเป็นลักษณะการไหลเวียนของกระแสลมกรดที่มีรูปแบบคล้ายตัวอักษรกรีก Ω (Omega) ทำให้ระบบความกดอากาศสูงเคลื่อนตัวช้าและปกคลุมพื้นที่เดิมเป็นเวลาหลายวัน นอกจากนี้ ยังได้รับอิทธิพลจากมวลความร้อนที่พัดมาจากทะเลทรายซาฮาราผ่านยุโรปตอนใต้…

3 คู่ความสัมพันธ์ที่น่าจับตามองจากการประชุมสุดยอดเนโต

การประชุมสุดยอดเนโตประจำปี 2569 ที่กรุงอังการา ตุรกี ระหว่าง 7-8 กรกฎาคม 2569 เป็นเวทีการหารือระหว่างประเทศพันธมิตรที่มีรูปแบบและระดับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนอย่างมาก ก่อนหน้านี้ กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศทั่วโลกเคยมีมุมมองสอดคล้องกันว่า “พันธมิตรเนโต” คือแบบอย่างความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงที่เข้มแข็งที่สุดในโลก เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพราะนอกจากจะมีแนวคิดการป้องกันสมาชิกและจัดทำเป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน หรือกฎบัตรเนโตแล้ว ประเทศสมาชิกต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างมาก อย่างไรก็ดี สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ต่อเนื่องจนถึงเหตุความไม่มั่นคงในยุโรปจากปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่สะสมมาตั้งแต่ยุค COVID-19 สมทบด้วยกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งและได้ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 2 รวมทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น เมื่อปลายกุมภาพันธ์ 2569 ปัจจัยเหล่านี้ คือ กุญแจสำคัญที่สำคัญเนโตเผชิญความท้าทาย และทำให้การประชุมสุดยอดเนโตที่จัดขั้นในตุรกีครั้งนี้ น่าจับตามอง 3 คู่ความสัมพันธ์ที่อาจเป็นบทเรียนสำหรับกลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์คู่แรก : สหรัฐฯ-ยุโรป……. การประชุมนี้เกิดขึ้นในห้วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับประเทศสมาชิกเนโตในยุโรปค่อนข้างห่างเหิน ทั้งจากกรณีประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าต้องการให้สหรัฐฯ มีสิทธิครอบครองกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก วิจารณ์ความมั่นคงของยุโรปเชิงลบในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังข่มขู่ว่าจะถอนสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกเนโต และกดดันให้ยุโรปเพิ่มงบประมาณสนับสนุนเนโตอย่างจริงจัง เพราะผู้นำสหรัฐฯ มีมุมมองว่าที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวที่ทุ่มเทงบประมาณเพื่อเนโตอย่างไม่ยุติธรรม และแนวคิดดังกล่าวก็ขัดแย้งกับนโยบาย America First…

สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น อาจกระทบความร่วมมือการค้าระหว่างประเทศ

นโยบายการค้าและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ อาจมีความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะออกมาตรการใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดดุลการค้าระหว่างประเทศในห้วงครึ่งหลังของปี 2569 สำหรับสาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการภาษีและต่อรองในการเจรจาการค้ามากขึ้น เพราะสหรัฐฯ กำลังขาดดุลการค้ามากขึ้น โดยฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เผยแพร่รายงานเมื่อ 7 กรกฎาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับต่างประเทศมากขึ้นถึง 77,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อห้วง พฤษภาคม 2569 มากที่สุดในรอบ 14 เดือน โดยนำเข้าสินค้าประเภททุน (Capital Goods) เพิ่มขึ้นจากเมื่อห้วงเมษายน ร้อยละ 3.3 และส่งออกน้อยลงร้อยละ 3.2 กลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจำนวนและมูลค่ามาก ได้แก่ อุปกรณ์สื่อสาร ยารักษาโรค และเซมิคอนดักเตอร์ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสหรัฐฯ กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีความต้องการสินค้าสูง และเร่งตอบสนองนโยบายพัฒนาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอันดับ 1 ของโลก เฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นมูลค่า 1,500…

กลุ่มฮะมาสพร้อมถ่ายโอนอำนาจปกครองฉนวนกาซา จุดเปลี่ยนการเมืองเพื่อสันติภาพ !?

นาย Mohammed al-Farra หัวหน้ากลุ่มฮะมาสและคณะกรรมการฉุกเฉินของรัฐบาล (Government Emergency Committee) ประกาศเมื่อ 6 กรกฎาคม 2569 ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรัฐบาลของฉนวนกาซา และเตรียมถ่ายโอนอำนาจทางการเมืองให้คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการบริหารฉนวนกาซา (National Committee for the Administration of Gaza – NCAG) ภายใต้กลไกคณะกรรมการสันติภาพ (BoP) ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากตั้งแต่ปี 2550 กลุ่มฮะมาสได้ตั้งคณะกรรมการฉุกเฉินของรัฐบาลเป็นรัฐบาลโดยพฤตินัย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสร้างความหวังว่า อาจนำไปสู่สันติภาพและความปลอดภัยของชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากกลุ่มฮะมาสดำเนินการเพื่อป้องกันอิสราเอลไม่ให้ผนวกฉนวนกาซา รวมทั้งไม่ให้อิสราเอลใช้เป็นข้ออ้างเหตุผลในการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่อีกต่อไป ทั้งนี้ นาย Ali Shaath ประธาน NCAG ยินดีกับการตัดสินใจของกลุ่มฮะมาส จากนั้นระบุว่าจะปฏิบัติหน้าที่ทันทีเมื่อสถานการณ์เหมาะสม ขณะที่ผู้แทนด้านการกำกับทิศทางและดำเนินกลไก BoP สนับสนุนการตัดสินใจของกลุ่มฮะมาส พร้อมชื่นชมว่าเปรียบเหมือนทางเชื่อมระหว่างคำประกาศ (declaration) กับการนำไปดำเนินการจริง (implementation) การแสดงออกทางการเมืองและจุดยืนของกลุ่มฮะมาสครั้งนี้ เป็นการสะท้อนให้นานาชาติเห็นว่ากลุ่มฮะมาส มีความจริงจังและมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติภาพในพื้นที่ พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งต้องการให้กลไก NCAG ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ตลอดจนทำให้กระบวนการเจรจาเพื่อบรรลุสันติภาพในระยะยาวมีความคืบหน้าต่อไป พร้อมกันนี้…