Data Center อสังหาริมทรัพย์แห่งยุคใหม่

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เติบโตอย่างต่อเนื่อง เราสามารถเรียกข้อมูลจากอากาศมาทำงานได้รวดเร็วผ่านหน้าจอ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือเอกสารมากมายเหมือนแต่ก่อน แต่แท้จริงแล้ว…กระบวนการดังกล่าวมีเบื้องหลังสำคัญ คือ “คลังข้อมูลขนาดใหญ่” ที่กำลังต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้น หรือที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “Data Center” ทำหน้าที่เป็นศูนย์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นทุกคำสั่งที่เราพิมพ์ ทุกภาพที่ถูกสร้าง หรือทุกระบบอัตโนมัติที่กำลังทำงาน ล้วนต้องอาศัยพลังประมวลผลจาก Data Center ทั้งสิ้น กระแสดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อแนวคิดการลงทุนด้านภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะที่ดินจำนวนมากในหลายประเทศถูกจับจอง เพื่อเตรียมพัฒนาเป็น Data Center แห่งใหม่ ในปัจจุบัน ทั่วโลกสร้าง Data Center อยู่บนพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 160 ตารางกิโลเมตร!!…แม้พื้นที่ดังกล่าวจะยังมีขนาดเล็ก ใกล้เคียงกับเขตบางขุนเทียน ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 4 ของกรุงเทพมหานครเท่านั้น …แต่ความต้องการสร้าง Data Center ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากการสร้าง Data Center มีลักษณะพิเศษ ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะสามารถรองรับโครงการลักษณะนี้ได้ เพราะ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องพึ่งพาระบบต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ทั้งพลังงาน อินเทอร์เน็ต…

ผู้นำเมียนมาจะเยือนไทยใน สิงหาคม 2569

นายมินอองไลง์  ประธานาธิบดีเมียนมา จะเยือนไทยอย่างเป็นทางการใน สิงหาคม 2569 โดยเป็นการเยือนประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศที่ 2 ต่อจากการเดินทางเยือน สปป.ลาว เมื่อต้น กรกฎาคม 2569 สะท้อนว่าผู้นำเมียนมาให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือกับไทย ทั้งนี้ สื่อมวลชนเมียนมารายงานเกี่ยวกับกำหนดการเยือนดังกล่าว โดยระบุว่ามีขึ้นหลังจากไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วาระพิเศษ เมื่อ 12 กรกฎาคม 2569 โดยเชิญผู้แทนเมียนมาเข้าร่วมด้วยเป็นครั้งแรก หลังจากไม่ได้รับเชิญเข้าประชุมเพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาเมื่อปี 2564 กรณีผู้นำเมียนมาเยือนไทยจะได้รับความสนใจจากสมาชิกอาเซียนและทั่วโลก เนื่องจากปัจจุบัน แม้ผู้นำรัฐบาลเมียนมาจะมาจากการเลือกตั้ง แต่นานาชาติยังมีมุมมองว่าสถานการณ์ความมั่นคงในเมียนมาเปราะบางและความความขัดแย้ง รวมทั้งใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมือง ตลอดจนยังมีรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง นายมินอองไลง์เยือนไทยครั้งล่าสุดเมื่อ เมษายน 2568 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกรอบความร่วมมือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางเศรษฐกิจและวิชาการ (BIMSTEC) ที่กรุงเทพฯ เป็นโอกาสของไทยและเมียนมาที่ได้หารือประเทศความสัมพันธ์ทวิภาคี การส่งเสริมสันติภาพในเมียนมา การขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน รวมทั้งการสร้างความมั่นคงบริเวณชายแดน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกัน โดยเฉพาะขบวนการสแกมเมอร์และยาเสพติด

ญี่ปุ่นเพิ่มขีดความสามารถด้านข่าวกรอง

สื่อมวลชนญี่ปุ่นให้ความสนใจติดตามรายงานกรณีรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังจัดตั้งสภาข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Council) ภายใน กรกฎาคม 2569 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านงานข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรอง รวมทั้งเพิ่มความสามารถของหน่วยข่าวกรองญี่ปุ่นด้านการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล โดยรายงานเมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 ว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะดำรงตำแหน่งประธานสภาข่าวกรองแห่งชาติ และมีสำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นควบคุมดูแลเพื่อให้หน่วยข่าวกรองต่าง ๆ ประสานงานกันอย่างราบรื่น ตลอดจนมีรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญเข้าร่วมด้วย เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม บทบาทสำคัญของสภาข่าวกรองญี่ปุ่น คือการวางแนวทางรับมือและมาตรการป้องกันการจารกรรมจากต่างชาติ (foreign espionage) ควบคู่กับการพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนออกแบบนโยบายด้านการปฏิบัติงานข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรอง อย่างไรก็ตาม สภาข่าวกรองญี่ปุ่นจะเผชิญความท้าทายในการรวบรวมข้อมูลให้สมดุลกับประเด็นการเคารพสิทธิมนุษยชน และการรวมศูนย์การประสานงานระหว่างหน่วยข่าวกรองที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งดำเนินการตั้งสภาข่าวกรองแห่งชาติ เนื่องจากปัจจุบันญี่ปุ่นเผชิญภัยคุกคามและอันตรายมากขึ้นจากสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ญี่ปุ่นจำเป็นต้องฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ หลังจากมีรายงานจากสื่อมวลชนสหรัฐฯ เชื่อว่าปัจจุบันรัสเซียใช้ญี่ปุ่นเป็นฐานปฏิบัติการของสายลับ รวมทั้งปฏิบัติการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาอาวุธใช้ในสงครามยูเครน ดังนั้น ญี่ปุ่นจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถด้านข่าวกรองเพื่อปกป้องความมั่นคงภายในประเทศ และป้องกันไม่ให้ประเทศอื่น ๆ ใช้ประโยชน์จากญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพยายามดำเนินการตั้งหน่วยงานใหม่ดังกล่าวอย่างระมัดระวัง รอบคอบ และเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนญี่ปุ่น รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาล

อินโดนีเซียผลิตเชื้อเพลิงจากน้ำมันปาล์ม ประเทศแรกของโลก

ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ของอินโดนีเซีย ประกาศเมื่อ 13 กรกฎาคม 2569 ว่าอินโดนีเซียประสบความสำเร็จในการพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทไบโอดีเซล ชนิด B50 ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันปาล์มร้อยละ 50 เป็นประเทศแรกของโลก ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลสนับสนุนโครงการพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมจากพืช หรือแหล่งพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ คาดว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 44 ล้านตัน/ปี รวมทั้งเพิ่มโอกาสที่อินโดนีเซียจะลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล และลดการน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศ ผู้นำอินโดนีเซียใช้โครงการดังกล่าวเป็นผลงานของรัฐบาลที่ส่งเสริมความมั่นคงพลังงาน และการเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมกับเน้นย้ำว่า รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากโครงการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ยังมีโครงการขยายแหล่งผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศ ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอินโดนีเซียมีความมุ่งมั่นจะพัฒนาและเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ชนิด B50 ตั้งแต่ต้นปี 2569 แต่ต้องชะลอโครงการไปก่อน โดยใช้น้ำมันไบโอดีเซล ชนิด B40 แทน เนื่องจากประสบปัญหาเชิงเทคนิคและงบประมาณ อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และความไม่แน่นอนในตลาดน้ำมันโลก ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียตัดสินใจเดินหน้าโครงการจนประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ กรณีดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อราคาน้ำมันปาล์มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากอินโดนีเซียมีแนวโน้มต้องการนำเข้าน้ำมันปาล์มคุณภาพดีจากประเทศต่าง ๆ มากขึ้นเพื่อใช้ในโครงการผลิตไบโอดีเซล  

ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านเสี่ยงขยายตัว มีรายงานการโจมตีทั่วภูมิภาค

กรณีสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มการปะทะและตอบโต้ด้วยเครื่องมือทางการทหารรอบใหม่ตั้งแต่ 8 กรกฎาคม 2569 ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งตึงเครียด และมีความเสี่ยงจะขยายขอบเขตการโจมตี พิจารณาจากรายงานล่าสุดเมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 จอร์แดนเปิดเผยว่าตรวจพบและสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงไปจากอิหร่านได้อย่างน้อย 4 ลูก บาห์เรนเปิดสัญญาณเตือนภัยในหลายพื้นที่เพื่อเตรียมรับมือกับการโจมตีจากอิหร่าน ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) ประณามอิหร่านกรณีโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวน 2 ลำ ที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อ 13 กรกฎาคม 2569 ทำให้มีผู้เสียชีวิตด้วย นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเริ่มปฏิบัติการทางทหารปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อกดดันอิหร่าน ตลอดจนโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน ครอบคลุมเมือง Bushehr, Chah Bahar, Jask, Konarak, Abu Musa และเมือง Bandar Abbas กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่าปฏิบัติการโจมตีอิหร่านจะเน้นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์บริเวณชายฝั่งและตอนใต้ของอิหร่าน มีเป้าหมายชัดเจนคือการทำลายขีดความสามารถด้านการทหารของอิหร่าน ล่าสุดการโจมตีใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ปฏิบัติการในช่วงเวลากลางคืน อย่างไรก็ตาม การโจมตีตอบโต้ ประกอบกับกรณีผู้นำสหรัฐณ ประกาศปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ…

ประธานาธิบดีเมียนมาเตรียมเยือนไทยอย่างเป็นทางการห้วง ส.ค.69

นายมินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมาจะเยือนไทยอย่างเป็นทางการในห้วง ส.ค.69 ซึ่งเป็นการเดินทางเยือนไทยครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี และเป็นประเทศที่สองในอาเซียนต่อจาก สปป.ลาว  ทั้งนี้  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม. ได้ยื่นหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการแก่นายตินหม่องซเว รมว.กต.เมียนมา ห้วงที่เดินทางเยือนไทย ระหว่าง 13–14 ก.ค.69 ตามคำเชิญของ รอง นรม. และ รมว.กต.ไทย และได้เข้าเยี่ยมคารวะ นรม. เมื่อ 14 ก.ค.69 ซึ่งทั้งสองฝ่ายยืนยันความสัมพันธ์อันดีในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงตามแนวชายแดน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน การปราบปรามยาเสพติด การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน รวมถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลกัมพูชาอนุมัติโครงการเหมืองแร่ทองคำใน จ.มณฑลคีรี

รัฐบาลกัมพูชาอนุมัติโครงการลงทุนเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ จ.มณฑลคีรี (ติดชายแดนเวียดนาม) เมื่อ 20 เม.ย.69 โดยบริษัท Apex Power Co.,Ltd. (เอกชนฟิลิปปินส์)ได้ใบอนุญาตทำเหมืองทองคำบนพื้นที่ 1,957 เฮกตาร์ ในบริเวณ Me Sam ต.Chong Lam อ.Keo Seima จ.มณฑลคีรี เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งบริษัทระบุความคืบหน้ายังคงอยู่ในระยะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ อาคารสำนักงาน ที่พักพนักงาน รวมถึงสายพานการผลิตแร่ การบำบัดและเก็บกากแร่ พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่สนับสนุนการพัฒนาตามแผนงาน เนื่องจากเป็นโอกาสในการสร้างงาน เพิ่มรายได้ และพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวงเหมืองแร่และพลังงานกัมพูชาระบุว่า เมื่อปี 2568 กัมพูชามีบริษัท 20 แห่งลงทุนในเหมืองทอง โดย 7 บริษัทพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้วเสร็จและเข้าสู่กระบวนการผลิตทองคำแล้ว

อิหร่านย้ำความพร้อมการปกป้องประเทศและรับมือกับสหรัฐฯ

สนข. IRNA รายงานเมื่อ 15 ก.ค.69 อ้างนายมุฮัมมัด บากิร กอลีบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าคณะเจรจาของอิหร่าน มีถ้อยแถลงว่า อิหร่านต้องเตรียมความพร้อมรับมือการเผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐฯ อยู่ตลอดเวลา และจำเป็นต้องรักษาการควบุมและจัดการช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการคุ้มครองการเดินเรือพาณิชย์ผ่านเส้นทางดังกล่าว  อิหร่านจะยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติด้วยการผสมผสานทั้งแนวทางการทูตควบคู่กับการใช้อำนาจป้องกันประเทศ พร้อมยืนยันว่า การตัดสินใจทำสงครามและเจรจากับสหรัฐฯ เป็นอำนาจของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ด้านนายอิสมาอีล บะกอยี โฆษก กต.อิหร่าน ระบุในวันเดียวกัน ยืนยันว่าอิหร่านจะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad MOU) กับสหรัฐฯ บนพื้นฐานของหลักการต่างตอบแทน และในขณะนี้ อิหร่านยังไม่ให้ความสำคัญกับการเจรจา

สหรัฐฯ ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านต่อไป หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ ยังเปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านหลายสิบจุด บริเวณช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่ชายฝั่ง เมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 เพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามเรือพาณิชย์ พร้อมกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรืออิหร่าน สหรัฐฯ จะคงเรือรบอย่างน้อย 19 ลำ เพื่อปฏิบัติการกีดกันเรือเข้า-ออกท่าเรือ หรือชายฝั่งของอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งขณะนี้ สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการในภูมิภาคนี้ 2 ลำ เรือรบ เรือสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก นาวิกโยธิน มากกว่า 1,000 นาย และเครื่องบินรบอีกหลายร้อยลำ การโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 เกิดขึ้นหลังอิหร่านโจมตีฐานที่ตั้งและพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกแผนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมร้อยละ 20 จากเรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นการเปิดการลงทุนให้ประเทศในภูมิภาค เข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็ขู่อิหร่านว่าจะขยายเป้าหมายโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงไฟฟ้า และสะพาน รวมทั้งฐานพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่ Pickaxe Mountain ทางตอนใต้ของอิหร่าน หากอิหร่านไม่กลับเข้าสู่การเจรจา นอกจากนี้ ขู่เพิ่มเติมว่าสัปดาห์หน้าอาจจะเป็นสัปดาห์ที่เลวร้ายสำหรับอิหร่าน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เน้นย้ำว่า…

นายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาเยือนจีนอย่างเป็นทางการในห้วงเดียวกัน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยจะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่าง 16-20 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ขณะที่ สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่าง 15-17 กรกฎาคม 2569 ด้วยเช่นกัน นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศจะเข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลกและการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์โลก ประจำปี 2569 (2026 World AI Conference and High-Level Meeting on Global AI Governance) ที่นครเซี่ยงไฮ้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุม นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศมีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีนายหลี่ เฉียง และนายจ้าว เล่อจี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีไทยจะพบกับประธานคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติด้วย การเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยจะสานต่อมิตรภาพและความสัมพันธ์แบบครอบครัวของจีนกับไทย กระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมบรรลุผลลัพธ์ใหม่ ๆ ในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ขณะที่กัมพูชาจะเน้นความร่วมมือตามกรอบความร่วมมือระดับเพชร และการส่งเสริมการสร้างประชาคมกัมพูชา-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน การเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาในห้วงเดียวกันจะเป็นประเด็นที่สื่อ และนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศติดตามท่าทีของจีนที่จะให้ความสำคัญต่อไทยและกัมพูชา เพราะทั้งสองประเทศกำลังมีความขัดแย้งบริเวณชายแดน และกำลังอยู่ในกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS รวมทั้งจีนก็เป็นมหามิตรกับทั้งสองประเทศ…