![]()

รัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อ 4 สิงหาคม 2569 แจ้งฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ว่าต้องการปิดทำการสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของสหรัฐฯ จำนวน 5 แห่งใน 5 ประเทศ ได้แก่ 1) สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/เกรนาดา ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในทะเลแคริเบียน 2) สถานกงสุลในเมืองนาโงยา ญี่ปุ่น 3) สถานกงสุลในเมืองเมดาน อินโดนีเซีย 4) สถานีทางการทูต (American Presence Post) ในเมือง Winnipeg แคนาดา และ 5) สำนักงานสถานเอกอัครราชทูต สาขาย่อยในเมือง Douala แคมเมอรูน เพื่อลดงบประมาณของรัฐบาลในการดูแลและดำเนินงานของสำนักงานดังกล่าว โดยคาดว่าจะช่วยลดงบประมาณได้ประมาณ 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี
การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนว่าสหรัฐฯ เดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลให้กระชับและคล่องตัวมากขึ้น ตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐฯ ปิดสำนักงานด้านการทูตและการต่างประเทศในบางพื้นที่ เพื่อให้พร้อมต่อการจัดสรรงบประมาณในการตั้งสำนักงานแห่งใหม่ในประเทศและพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์มหาอำนาจของสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่า สหรัฐฯ ยังเดินหน้าแผนการฟื้นฟูและตั้งสำนักงานการทูตในลิเบีย ซีเรีย และเวเนซุเอลา ต่อไป
สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลเป็นเครื่องมือที่สหรัฐฯ รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ใช้ดำเนินนโยบายการทูตระหว่างประเทศ รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้ชาวอเมริกันในต่างประเทศ ปัจจุบัน สหรัฐฯ มี สถานเอกอัครราชทูต จำนวน 168 แห่งทั่วโลก และมีสถานกงสุลจำนวนประมาณ 90 แห่ง ทั้งหมดนับว่าเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในต่างประเทศที่ต้องใช้งบประมาณในการดูแลด้านความปลอดภัย รวมทั้งการบริหารจัดการ
สำหรับสถานกงสุลของสหรัฐฯ ในเมืองเมดาน อินโดนีเซีย ก่อตั้งเมื่อปี 2492 โดยสหรัฐฯ เล็งเห็นว่าเมืองเมดานเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการลงทุนของอินโดนีเซีย ตลอดจนมีที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ คือ เกาะสุมาตรา ใกล้กับสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมทั้งทะเลจีนใต้ จึงมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ มีเจ้าหน้าที่อเมริกัน 4 คน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจำนวน 47 คน ส่วนสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองนาโงยา ญี่ปุ่น มีเจ้าหน้าที่อเมริกัน 1 คน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น 5 คน ที่ผ่านมาดำเนินงานส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา







