![]()

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่รัสเซียทำสงครามเต็มรูปแบบมาตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2565 หรือกว่า 4 ปี ยังหาทางออกไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายยังตอบโต้กันไปมา ขณะที่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจก็เป็นแกนนำฝ่ายตะวันตกที่สนับสนุนยูเครน และมีรายงานล่าสุด เมื่อต้น กันยายน 2569 ่ว่า ผู้แทนสหรัฐฯ ได้เดินทางไปรัสเซีย เพื่อหารือกับผู้นำรัสเซียในการยุติสงคราม ทั้งนี้ สถาบัน Observer Research Foundation (ORF) คลังสมองของอินเดีย เผยแพร่บทความเรื่อง Russia-Ukraine War: Frozen Front, Burning Hinterland เมื่อ 29 สิงหาคม 2569 ประเมินสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2569 ยังไม่มีแนวโน้มที่จะสิ้นสุดลงในเร็ววัน และการเจรจาสันติภาพยังคงหยุดชะงัก ท่ามกลางการยกระดับการปะทะด้วยยุทธวิธีใหม่ ๆ
บทความข้างต้นประเมินว่า ความหวังในการเจรจาสันติภาพในปี 2569 ไม่มีความคืบหน้า ขณะที่กรอบความเข้าใจ “สูตรแองคอเรจ” (Anchorage formula) หรือ “สปิริตแห่งแองคอเรจ” (ซึ่งรัสเซียอ้างว่าบรรลุข้อตกลงในการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีวลาดีมีร์ปูติน ที่รัฐอะแลสกา สหรัฐฯ เมื่อปี 2568) ล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง โดยไม่มีกรอบการเจรจาใหม่มารองรับ ทั้งสองฝ่ายยังคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถกดดันอีกฝ่ายทางการทหาร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเจรจา
นอกจากนี้ สงครามยังเป็นแนวรบที่หยุดนิ่ง (Frozen Front) และมีการปฏิวัติการรบด้วยโดรน สถานการณ์ตามแนวปะทะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญมาเป็นระยะเวลาหลายเดือน แม้กองทัพรัสเซียจะพยายามรุกคืบและอ้างสิทธิ์ในการยึดครองเมืองยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง เมือง Kostiantynivka ในแคว้นโดเนตสค์ (หลังการสู้รบนานกว่า 10 เดือน) แต่ฝั่งยูเครนก็ยังคงปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว และพื้นที่เหล่านี้ยังตกอยู่ใน “พื้นที่สีเทา” ที่ไม่มีใครควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ นอกจากนี้ รูปแบบการทำสงครามได้เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยมีโดรนหลากหลายประเภทเข้าควบคุมพื้นที่ในเขตสังหาร ทำให้การบุกโจมตีขนาดใหญ่ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ทหารจึงต้องปรับตัวมาใช้กลุ่มยุทธวิธีขนาดเล็กในการรุกคืบ ซึ่งก็มักจะถูกตรวจจับและโจมตีด้วยโดรนจนต้องร่นถอยกลับเช่นกัน
สงครามได้มีการย้ายสมรภูมิส่วนหนึ่งลึกเข้าไปในดินแดนของทั้งสองฝ่าย ยูเครนสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่เศรษฐกิจของรัสเซียผ่านการโจมตีเป้าหมายระยะไกล เช่น โรงกลั่นน้ำมัน คลังสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานในรัสเซียจนกำลังการกลั่นน้ำมันลดลง ซึ่งรัสเซียต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ รวมถึงสร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลให้แก่ชาวรัสเซียมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน รัสเซียก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีระบบพลังงาน โลจิสติกส์ และการขนส่งในทะเลดำของยูเครนคืนเช่นกัน ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเป้าหมายทางทหารและพลเรือนเลือนลางลง
บทความดังกล่าวเห็นว่าอย่างไรก็ดี สงครามยังมีทางออก แม้ต่างฝ่ายต่างฝ่ายคือรัสเซียและยูเครนพยายามยกระดับการโจมตีเพื่อหวังให้อีกฝ่ายยอมแพ้ แต่เงื่อนไขในการยุติสงครามก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน เนื่องจากไม่มีฝ่ายใดที่ยอมถอย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าสงครามครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะสิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิง (armistice) หรือข้อตกลงสันติภาพ มากกว่าที่จะลงเอยด้วยชัยชนะอย่างเด็ดขาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง







