![]()

มาตรการภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อประเทศคู่ค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 โดยแต่ละประเทศเผชิญอัตราภาษีตอบโต้ที่แตกต่างกัน อัตราต่ำสุดอยู่ที่ร้อยละ 10 สำหรับไทยเผชิญภาษีร้อยละ 19 เช่นเดียวกันกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ส่วนประเทศที่เผชิญอัตราภาษีสูงสุดที่ร้อยละ 50 คือ อินเดีย รองลงมาเป็นลาวและเมียนมาที่ร้อยละ 40
ปัจจุบันทั่วโลก รวมทั้งนักธุรกิจสหรัฐฯ ติดตามผลการใช้มาตรการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่กังวลว่ามาตรการภาษีตอบโต้จะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เอง นอกจากนี้ ยังประเมินว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้สหรัฐฯ ได้เปรียบในการเจรจาข้อตกลงการค้ากับต่างประเทศ ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์คาดหวัง เพราะตลอดช่วงระยะเวลาตั้งแต่ เมษายน-สิงหาคม 2568 ผู้นำสหรัฐฯ บรรลุการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับ 2 ประเทศคู่ค้า นอกนั้นเป็นเพียงคำมั่นที่จะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าผู้นำสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่
นักวิเคราะห์ในสหรัฐฯ กังวลว่ามาตรการภาษีจะทำให้สินค้าในสหรัฐฯ ปรับราคาสูงขึ้น และเป็นปัจจัยเชิงลบต่อสภาพเศรษฐกิจในประเทศ ซ้ำเติมปัญหาตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ล่าสุดเมื่อ 5 สิงหาคม 2568 สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานในประเทศเมื่อห้วง กรกฎาคม 2568 สะท้อนปัญหาอัตราการเติบโตที่ช้ากว่าปกติ มีการจ้างงานต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างสูง และอัตราการว่างงานก็เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอตัว ข้อมูลดังกล่าวทำให้ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลดลง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตกต่ำ และเป็นความท้าทายต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจอย่างมาก
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเดินหน้าแสดงความเชื่อมั่นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และผลดีของมาตรการภาษีตอบโต้ที่จะสร้างรายได้ให้สหรัฐฯ จำนวนมาก โดยโน้มน้าวชาวอเมริกันว่ามาตรการดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้สหรัฐฯ กลับไปดำรงตำแหน่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่และส่งเสริมอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ ตลอดจนแก้ไขปัญหาขาดดุลการค้าได้ นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวทำให้นักลงทุนและนักธุรกิจเข้าใจทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจเชื่อว่า มาตรการภาษีตอบโต้จะค่อย ๆ บั่นทอนเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และทำให้ตลาดหลักทรัพย์ผันผวน พร้อมให้ความคิดเห็นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ยังสามารถเปลี่ยนแปลงท่าทีและนโยบายภาษีได้ ตามแนวทางการบริหารประเทศที่คาดการณ์ยากและไม่แน่นอน







