![]()

สหรัฐฯ กับอิหร่านยังไม่มีการเจรจากันอย่างเป็นทางการ เพื่อแลกเปลี่ยนเงื่อนไขสู่การหยุดยิงชั่วคราวหรือยุติสงครามที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 แต่ปัจจุบัน ผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันว่าได้ส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนการเจรจาของรัฐบาลไปหารือกับผู้แทนของอิหร่านแล้ว อย่างไรก็ดี รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธและกล่าวโทษผู้นำสหรัฐฯ ว่าเผยแพร่ข่าวปลอม (fakeness)
สื่อมวลชนต่างประเทศคาดการณ์ว่า คณะผู้แทนของฝ่ายสหรัฐฯ อาจดำเนินการเจรจากับอิหร่าน แต่ไม่ใช่ผู้แทนจากฝ่ายรัฐบาลหรือกองทัพอิหร่านโดยตรง ซึ่งอาจเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต้องการล้มล้างการปกครองของรัฐบาลปัจจุบัน และโค่นอำนาจทางการทหารของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) หรือสหรัฐฯ อาจมีช่องทางเข้าถึง นายมุฮัมมัด บากิร กอลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ซึ่งมีการประเมินกันก่อนหน้านี้ว่าสหรัฐฯ สนับสนุนให้ขึ้นเป็นผู้นำอิหร่านคนใหม่ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังไม่ได้เจรจากับรัฐบาลอิหร่านที่เป็นคู่ขัดแย้ง ขณะที่ นายมุฮัมมัด บากิร กอลีบาฟ ก็ปฏิเสธแล้วว่าเป็นตัวแทนเจรจากับสหรัฐฯ
การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างเป็นทางการ เพื่อยุติสงครามหรือหยุดยิงชั่วคราว มีความพยายามจากฝ่ายสหรัฐฯ เแต่ยังมีระดับความขัดแย้งและไม่ไว้วางใจกันค่อนข้างสูง ขณะที่อิสราเอลที่มีส่วนร่วมสำคัญในสงครามครั้งนี้ ก็อาจไม่ต้องการให้สหรัฐฯ เจรจากับอิหร่าน เพราะอาจทำให้อิสราเอลเสียเปรียบในห้วงที่ยังไม่สามารถทำลายกองทัพอิหร่านได้ตามเป้าหมาย และอิสราเอลก็กำลังเดินหน้ากวาดล้างกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน
นักวิเคราะห์ในต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่าผู้นำสหรัฐฯ โฆษณาชวนเชื่อว่ากำลังเจรจากับอิหร่าน เพื่อควบคุมสถานการณ์วิกฤตพลังงานและน้ำมันทั่วโลก ตลอดจนอาจเป็นไปเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดเล็กน้อย และ “ซื้อเวลา” ให้สหรัฐฯ ส่งกองกำลังและยุทโธปกรณ์ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนว่าก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ไม่ได้ประเมินว่าจะต้องทุ่มเททำสงครามกับอิหร่านในระยะยาว และปัจจุบันเริ่มปรากฏกระแสชาวอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก
ประเทศในภูมิภาคเอเชียได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม เฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตน้ำมันและพลังงาน โดยเมื่อ 24 มีนาคม 2569 ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานในประเทศ เป็นระยะเวลา 1 ปี ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ลงนามในคำสั่งผู้บริหารให้มีมาตรการปกป้องความมั่นคงพลังงานอย่างเร่งด่วน รวมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อดูแลเสถียรภาพด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการกระจายพลังงานให้เพียงพอทั้งประเทศ ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์นำเข้าน้ำมันร้อยละ 98 จากประเทศรอบอ่าวในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ได้รับผลกระทบจากสงคราม รัฐบาลจึงจัดการประชุมกับฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อหารือมาตรการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านของฟิลิปปินส์โจมตีรัฐบาลว่าละเลยต่อเหตุการณ์จนทำให้เกิดสภาวะวิกฤต โดยรัฐบาลระบุว่าสถานการณ์เป็นปกติ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาด







