![]()

Longevity คือ แนวคิดที่ให้ความสำคัญต่อการมีชีวิตที่ยืนยาว และมีสุขภาพดี กลายเป็น 1 ในกระแสนิยมหรือเทรนด์ระดับโลกที่ได้รับพูดถึงอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระแสนิยมเรื่อง Longevity ยืนยาว อาจเป็นเพราะโลกก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” โครงสร้างประชากรโลกเปลี่ยนเพราะเด็กเกิดน้อยลง ประชากรโลกจำนวนมากต้องเตรียมใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยการพึ่งพาตนเอง จึงจำเป็นต้องสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีหลังวัยทำงาน …ผู้คนจึงหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น
กระแสนิยมเรื่อง Longevity นอกจากจะเป็นวิถีชีวิตของคนยุคใหม่แล้ว ยังเป็น “น่านน้ำใหม่” สำหรับหลายวงการที่เกี่ยวข้องต้องศึกษาหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นวงการแพทย์ รวมถึงโลกธุรกิจ เพราะกระแสนิยมดังกล่าวทำให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีการแพทย์มากขึ้น รวมทั้งการออกแบบนวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันโรคเฉพาะบุคคล …หากจะเปรียบเทียบกระแสนิยมนี้กับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงการทำงานในตลาดแรงงานยุคใหม่ ก็อาจจะสรุปได้ว่า แนวคิด Longevity เป็นเสมือนการปรับเปลี่ยนสภาพภายในร่างกายมนุษย์ ให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสังคมโลก หากความสามารถในการใช้ AI เป็นเครื่องมือและทักษะในการเอาตัวรอดในตลาดแรงงานยุคอนาคต ดังนั้น ความสามารถในการเข้าใจและเข้าถึงรูปแบบการใช้ชีวิตด้วยแนวคิด Longevity ก็จะเป็นเครื่องมือและทักษะการปรับสภาพร่างกายและวิถีชีวิตให้มนุษย์เราเอาตัวรอดในยุคอนาคตได้เช่นกัน
แต่กระแสนิยมเรื่อง Longevity จะยืนยาวและเป็น “น่านน้ำใหม่” ที่ขยายโอกาสด้านธุรกิจและการแพทย์ได้อีกนานแค่ไหน?!… บทความนี้ขอนำเสนอว่า Longevity จะเป็นมากกว่ากระแสนิยม เพราะมีโอกาสกลายเป็น “วิถีชีวิต” และทักษะการเอาตัวรอดในอนาคต ลองจินตนาการหากว่าคุณสามารถยืดอายุได้ถึง 120 ปี โดยยังคงความเยาว์วัยและความแข็งแรงไว้ได้ นั่นคือเป้าหมายของ Longevity ที่ให้ความสำคัญกับ 2 องค์ประกอบ ได้แก่ การยืดอายุขัย (Life span) และการยืดช่วงเวลาของสุขภาพที่ดี (Health span)
เป้าหมายของ Longevity มีถึง 2 องค์ประกอบสำคัญ ดังนั้น มีความเป็นไปได้สูงมากที่ทั่วโลกจะได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตลอดจนนำวิธีการดั้งเดิม (traditional) ไปใช้เพื่อการรักษาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) เพื่อประเมินความเสี่ยงโรค ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่ (wearable devices) ที่ติดตามข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันความผิดปกติก่อนเกิดโรค …จะเห็นได้ว่า แนวคิด Longevity ไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษา แต่เกี่ยวข้องกับ “ศาสตร์แห่งการป้องกัน” สุขภาพ ที่รวมทั้งความรู้ วิทยาการ และเทคโนโลยีด้านชีววิทยา และการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์เข้าด้วยกัน กลายเป็นองค์ความรู้สำหรับการพัฒนาวิทยาการทางการแพทย์ และการดูแลสุขภาพ
1 ในเป้าหมายของวงการ Longevity ที่ค่อนข้าง extreme และทะเยอทะยานท้าทายกฎแห่งธรรมชาติที่เรียกว่า “ความชรา” คือ ความพยายามย้อนอายุ เพื่อให้ร่างกายคงสภาพไว้ในช่วงที่สมบูรณ์ที่สุด ด้วยการดูแลร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับการดูแลสุขภาพอย่างลึกซึ้งทำให้สามารถดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ วงการ Longevity ยังเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างดีว่าแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันทั้งในเชิงชีวภาพและความพร้อมด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนมีความปัจเจกบุคคล (individualism) มากขึ้น ดังนั้น วงการ Longevity จึงออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลได้ เช่น การตรวจยีน (Genetic Testing หรือ Whole Genome Sequencing) เพื่อเข้าใจร่างกายในระดับ DNA และการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ที่ออกแบบการรักษาให้เหมาะกับพันธุกรรมของแต่ละคน ไปจนถึงการใช้ stem cell, peptide และ plasma therapy เพื่อฟื้นฟูร่างกาย ถือเป็นการยกระดับการเข้าคลินิก anti-aging และ Wellness ให้มีโปรแกรมหลากหลายในการดูแลสุขภาพ
อีก 1 ปัจจัยที่จะทำให้กระแสนิยม Longevity อยู่ได้นานและมีความสำคัญ คือ กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เข้าถึงได้ง่ายและแพร่หลายมากขึ้น ปัจจุบัน เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Longevity ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่มีการผลิตในวงกว้าง จึงมีต้นทุนสูง ทำให้ผู้ที่เข้าถึงได้จึงมีลักษณะจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ค่อนข้างสูง และมี lifestyle ที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลทั่วโลกให้ความสนใจและต้องการยกระดับความสำคัญของเรื่อง Longevity เพราะเล็งเห็นว่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างประชากร ทำให้เทคโนโลยีดูแลสุขภาพเหล่านี้มีแนวโน้มจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และถูกทำให้แพร่หลาย ขณะเดียวกันรัฐบาลทั่วโลก รวมทั้งไทย ก็มีแนวคิดจะขยายการสนับสนุนสวัสดิการของภาครัฐ จนทำให้ “การมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้จริง ต่อยอดกระแส Longevity ให้ยืนยาว
ชีวิตที่ยืนยาว…มีความจำเป็นจริงหรือ…….!?
แนวโน้มกระแส Longevity ที่จะได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการมากขึ้น จะเป็นผลดีต่อมนุษยชาติ เพราะการยืดอายุขัยและการรักษาสุขภาพเป็นสิ่งที่ดีต่อกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ แม้ปัจจุบันจะยังมีกระแสวิพากษ์ว่า Longevity เหมาะกับเฉพาะคนรวยเท่านั้น เพราะมีราคาสูง จึงเปรียบเทียบว่าการมีสุขภาพดีกลายเป็นสัญญาณบ่งบอกฐานะ เป็นเหมือนแฟชั่นที่เข้ามาในสังคมยุคปัจจุบัน …การวิพากษ์ในปัจจุบันยังไม่ยกระดับไปจนถึงความเคลื่อนไหวแบบ Anti-Longevity แต่อยู่ในระดับการตั้งคำถามว่า “ชีวิตที่ยืนยาว…มีความจำเป็นจริงหรือ!?” เพราะกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะบรรลุเป้าหมาย Longevity อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายและทุ่มเทงบประมาณไปจำนวนมาก เพียงเพื่อให้มีอายุยืนยาวต่อไป เพื่อให้กลายเป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนธุรกิจการแพทย์และการดูแลสุขภาพตลอดอายุขัยเท่านั้น
อีก 1 คำถามสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับกระแส Longevity แต่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนได้ยาก คือ Longevity อาจทำให้มีการใช้ทรัพยากรโลกเพื่อตอบสนองและพัฒนาการดูแลสุขภาพมากกว่าที่คิด …ลองจินตนาการดูง่าย ๆ หากมนุษย์กลุ่มหนึ่งมีชีวิตที่ยืนยาวมากกว่าปกติ อาจเท่ากับว่าพวกเขาจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น แทรกแซงการจัดสรรทรัพยากรตามธรรมชาติ ซึ่งทรัพยากรโลกนั้นมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น Longevity อาจปรับสภาพจาก “แนวคิดเพื่อสุขภาพที่ดี” ไปเป็นกระบวนการคัดกรองผู้อยู่รอดและอำนาจทางสังคมรูปแบบใหม่ ใครได้ครอบครอง Longevity เท่ากับได้ครอบครองทรัพยากรมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ…
คำถามสุดท้ายนี้ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า Longevity จะกลายเป็นตัวคัดกรองฐานะทางสังคมหรือไม่ แต่สุดท้ายนี้เชื่อว่า Longevity จะอยู่กับสังคมโลกไปอย่างน้อย 10 ปี ซึ่งจะเป็นผลดีต่อวิทยาการทางการแพทย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพต่อไป จึงอาจเป็นโอกาสของไทย ที่มีจุดแข็งด้านการให้บริการทางการแพทย์ มีบุคลากรที่มีคุณภาพสูง และมีโครงสร้างพื้นฐานที่จะเสริมสร้าง Longevity Tourism ได้เป็นอย่างดี โดยอาจถอดแบบประสบการณ์จากเมืองท่องเที่ยวที่ส่งเสริมสุขภาพจากทั่วโลก หรือ “Blue Zones” ในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อิตาลี กรีซ และคอสตาริกา เพื่อให้ไทยได้โอกาสด้านเศรษฐกิจจากกระแสนิยม Longevity







