![]()

ความยุติความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความคืบหน้าในเชิงบวก ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่าความพยายามหลักในการผลักดันเรื่องนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ และจีนต้องการให้เป็นผลงานต่อประชาคมโลกว่าได้มีความร่วมมือกันระหว่างมหาอำนาจในแก้ไขปัญหา ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างเยือนจีนใน 14-15 พฤษภาคม 2569 ขณะที่ปากีสถานยังเป็นตัวกลางสำคัญด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ความยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลางจะไม่จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากยังมีการเจรจากันในประเด็นอ่อนไหว เฉพาะอย่างยิ่งรายละเอียดในการยุติการพัฒนาสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน
สัญญาณความคืบหน้าในเชิงบวกในการยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่เริ่มมาตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอน ได้แก่ การเจรจาสันติภาพที่ปากีสถาน ครั้งที่ 1 (11-12 เมษายน 2569) แม้จะล้มเหลว และการที่สหรัฐฯ ยืดระยะเวลาข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ที่จะครบกำหนดใน 22 เมษายน 2569 จนกว่าการเจรจาจะบรรลุเป้าหมาย ล่าสุดเมื่อ 6 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ ผ่าน Truth social ว่า ปฏิบัติการ Project Freedom ของสหรัฐฯ ที่จะปกป้องเส้นทางขนส่งบริเวณอ่าวโอมาน โดยกองบัญชากการกลางของสหรัฐฯ จะยุติลงชั่วคราว ขณะที่นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เปิดเผยว่าปฏิบัติการทางทหาร “Epic Fury” ได้ยุติลงแล้วเช่นกัน
ประธานาธิบดีทรัมป์ยังสื่อสารต่อประชาคมโลกด้วยว่า สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางใกล้จะจบลงแล้ว จากการที่อิหร่านกำลังพิจารณาเงื่อนไขที่สหรัฐฯ เสนอไป รวมทั้งประชาคมโลกก็เห็นบทบาทจีนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ จากรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนกับอิหร่านได้พบกันที่ปักกิ่ง ในวันเดียวกันที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศยุติปฏิบัติการ Project Freedom ชั่วคราว เมื่อ 6 พฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ดี การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีรายงานว่าเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่สหรัฐฯ ต่อรองกับอิหร่านยังมีความอ่อนไหว เนื่องจากปฏิบัติการ Project Freedom ที่ยุติลงชั่วคราว สหรัฐฯ พร้อมจะรื้อฟื้นมาได้อีก เพราะสรรพกำลังของปฏิบัติการ “Epic Fury” ได้ย้ายมาสนับสนุนปฏิบัติการ Project Freedom นอกจากนี้ ยังมาจากท่าทีข่มขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ว่าจะโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากไม่ยอมตามเงื่อนไขที่จะเจรจากัน ซึ่งอาจทำให้อิหร่านไม่พอใจ
ตลาดน้ำมันโลก รวมทั้งผู้ประกอบการขนส่งในบริเวณช่องแคบฮอร์มุชยังไม่ค่อยมั่นใจว่าช่องแคบฮอร์มุชจะมีการเดินเรือเสรี ได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ บริษัท Hapag-Lloyd บริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ของโลกแห่งหนึ่งประเมินความเสียหายจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซไว้ว่า เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ ส่วนเส้นทางขนส่งอื่นก็ไม่สะดวก และใช้เวลานาน







