![]()

สหรัฐฯ อาจเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงพลังงานมากขึ้นในอนาคต แม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve-SPR) มากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน และสามารถผลิตน้ำมันได้เอง แต่ความขัดแย้งและการทำสงครามกับอิหร่านที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ อาจทำให้สหรัฐฯ ต้องปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองดังกล่าวเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนน้ำมันและพลังงานที่ไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ และเพื่อไม่สร้างแรงกดดันให้ชาวอเมริกันเพิ่มขึ้น
ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ปล่อยน้ำมันจากคลัง SPR แล้วบางส่วนตั้งแต่ มีนาคม 2569 เพื่อให้ชาวอเมริกันมั่นใจว่าจะมีพลังงานใช้เพียงพอ ที่สำคัญ คือ การพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ปรับเพิ่มสูงขึ้นมากจนส่งผลกระทบต่อการอุปโภค อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เมื่อ 9 กรกฎาคม 2569 ว่า ระดับน้ำมันในคลัง SPR ของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 319.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นลดลงเป็นปริมาณต่ำสุดตั้งแต่ปี 2526
คลังน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ สามารถเก็บน้ำมันได้ปริมาณสูงสุด 713.5 ล้านบาร์เรล ทั้งนี้ สหรัฐฯ ตั้งคลังน้ำมัน SPR เมื่อปี 2518 เพื่อรับมือกับเหตุการณ์กลุ่มประเทศตะวันออกกลางระงับการส่งออกน้ำมันให้สหรัฐฯ ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เคยปล่อยน้ำมันในคลัง SPR เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น พยุงราคาน้ำมันหลังสหรัฐฯ เผชิญเฮอร์ริเคน Katrina เมื่อปี 2548
ผู้นำสหรัฐฯ ตระหนักถึงปัญหาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น หลังจากการทำสงครามกับอิหร่าน แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถจัดการความท้าทายดังกล่าวได้ และย้ำว่าสหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ร้อยละ 7 เท่านั้น ชาวอเมริกันจึงมีน้ำมันปริมาณเพียงพอทั้งจากการผลิตเองและนำเข้าจากแหล่งน้ำมันอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระบุว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เผชิญความท้าทายเรื่องปริมาณน้ำมัน แต่เป็นเรื่องราคาน้ำมัน ที่ผันผวนตามสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศและการตัดสินใจของนักลงทุนในตลาดน้ำมัน
ในกรณีที่สงครามอิหร่านยืดเยื้อและไม่สามารถทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดทำการได้ตามปกติหรือปลอดภัย สหรัฐฯ เสี่ยงต้องปล่อยน้ำมันในคลัง SPR เพื่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมา การบริหารคลังน้ำมัน SPR เป็นมาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้เพื่อ “ซื้อเวลา” หรือตรึงราคาน้ำมันและสินค้าในประเทศ ในระหว่างที่เร่งแก้ไขปัญหาหรือวิกฤตในมิติอื่น ๆ ปัจจุบัน ชาวอเมริกันเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยราคาน้ำมันปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.18 ดอลลาร์สหรัฐ/ลิตร ส่วนราคาน้ำมันก่อนสงครามอยู่ที่ประมาณ 0.79 ดอลลาร์สหรัฐ/ลิตร
แม้การปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจะเป็นผลดีต่อบริษัทผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ แต่อาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ รวมทั้งความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันต่อรัฐบาล ตลอดจนการตัดสินใจเลือกพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งทั่วไปกลางสมัย (midterm election) ที่จะมีขึ้นในต้นพฤศจิกายน 2569







