![]()

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เติบโตอย่างต่อเนื่อง เราสามารถเรียกข้อมูลจากอากาศมาทำงานได้รวดเร็วผ่านหน้าจอ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือเอกสารมากมายเหมือนแต่ก่อน แต่แท้จริงแล้ว…กระบวนการดังกล่าวมีเบื้องหลังสำคัญ คือ “คลังข้อมูลขนาดใหญ่” ที่กำลังต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้น หรือที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “Data Center” ทำหน้าที่เป็นศูนย์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นทุกคำสั่งที่เราพิมพ์ ทุกภาพที่ถูกสร้าง หรือทุกระบบอัตโนมัติที่กำลังทำงาน ล้วนต้องอาศัยพลังประมวลผลจาก Data Center ทั้งสิ้น
กระแสดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อแนวคิดการลงทุนด้านภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะที่ดินจำนวนมากในหลายประเทศถูกจับจอง เพื่อเตรียมพัฒนาเป็น Data Center แห่งใหม่ ในปัจจุบัน ทั่วโลกสร้าง Data Center อยู่บนพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 160 ตารางกิโลเมตร!!…แม้พื้นที่ดังกล่าวจะยังมีขนาดเล็ก ใกล้เคียงกับเขตบางขุนเทียน ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 4 ของกรุงเทพมหานครเท่านั้น …แต่ความต้องการสร้าง Data Center ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากการสร้าง Data Center มีลักษณะพิเศษ ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะสามารถรองรับโครงการลักษณะนี้ได้ เพราะ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องพึ่งพาระบบต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ทั้งพลังงาน อินเทอร์เน็ต ระบบขนส่ง ระบบรักษาความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย
Data Center ที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องการเสถียรภาพของพลังงานในระดับสูงมาก หรือมีแหล่งไฟฟ้าเพียงพอ เนื่องจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ภายในอาคารต้องทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังต้องมีระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและสายเคเบิลสื่อสารที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายโลกได้แบบไม่ติดขัด นอกจากนี้ ระบบหล่อเย็นก็เป็นหัวใจสำคัญ เพราะเครื่องประมวลผลจำนวนมากจะสร้างความร้อนมหาศาล หากไม่มีระบบควบคุมอุณหภูมิที่ดี อาจส่งผลต่อความเสียหายของข้อมูลและอุปกรณ์ได้ จนส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบ AI และแน่นอนว่า…ในยุคที่การแข่งขันทางด้าน AI เริ่มต้นขึ้นแล้วนี้ ผู้เข้าร่วมสนามแข่งต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ระบบมีเสถียรภาพและปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้น “พื้นที่ที่เหมาะสม” จึงมักจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเผชิญกับภัยธรรมชาติต่ำ หรือน้อยมาก ไม่เกิดน้ำท่วมหรือแผ่นดินไหวรุนแรง นอกจากนี้ หากมีโครงสร้างพื้นฐานและพร้อมสำหรับการขยายโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมได้ในอนาคต ..ก็จะยิ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการลงทุนสร้าง Data Center มากขึ้น
สำหรับไทย ถือว่าเริ่มมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาค ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก อีกทั้งไทยมีแนวโน้มจะสามารถผลิตหรือดึงดูดแรงงานด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมได้มากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ก็มีจุดแข็งที่น่าสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะระบบออนไลน์และเครือข่ายสื่อสารที่พัฒนามาอย่างยาวนาน ในกรณีของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อระหว่างหมู่เกาะจำนวนมาก ทำให้เกิดการลงทุนด้านดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างต้นทุนที่พร้อมต่อการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Deep AI, Chat GPT จาก Open AI, Gemini จาก Google, Claude จาก Anthropic, Llama จาก Meta และ Grok จาก X ของ Eron Mark ซึ่งการแข่งขันนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ที่ยังมีโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่ ๆ เข้ามาท้าชิงอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นการขับเคลื่อนเทคโนโลยีและการลงทุนมหาศาล อย่าง Meta AI ได้สร้าง Data Center ขนาดกว่า 4 ตารางกิโลเมตร เพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม AI ที่พร้อมทุกระบบ ส่วน XAI แม้พื้นที่ Data Center จะมีขนาดเล็กกว่า…แต่ระดม GPU ฮาร์ดแวร์ที่ล้ำสมัยในการต่อสู้ทางการค้า ทางด้าน Google ได้กระจายสร้าง Data Center ไว้ทั่วโลก (สมกับเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน!!) เพื่อให้บริการไปควบคู่กับ google cloud รองรับการขยายฐานลูกค้า และได้เลือกประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาคด้วยการลงทุนกว่า 36,000 ล้านบาท
ประเด็นสำคัญที่อยากชวนติดตามจากการการแข่งขันสร้างและพัฒนา Data Center คือ เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญของแต่ละประเทศ ที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบพลังงาน ระบบขนส่ง หรือเครือข่ายดิจิทัล เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต ประเทศที่สามารถสร้างความพร้อมได้ก่อน ย่อมมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลก เพื่อสร้างงานใหม่ และผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตในระยะยาว อุตสาหกรรมและธุรกิจ Data Center จึงกำลังกลายเป็น 1 ในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ต่างจากนิคมอุตสาหกรรมในยุคการผลิตที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในอุตสาหกรรมและการผลิตปัจจุบัน ไม่ได้มีแต่เรื่อง AI เท่านั้น เพราะยุคนี้ก็เป็นยุคแห่งการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนเช่นกัน ดังนั้น การลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทใดก็ตาม ต้องควบคุมและรักษาสมดุลให้สิ่งก่อสร้างทุกชนิดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้นักลงทุนและประเทศที่พร้อมจะเล่นบทบาทเป็นศูนย์กลางการสร้าง Data Center ต้องทบทวนและประเมินผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรมให้รอบด้าน ครอบคลุมทั้งด้านระบบนิเวศและสังคม รวมทั้งการใช้ทรัพยากรที่เหมะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ….แม้ “ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ” หรือกำไรจากการลงทุนจะน่าดึงดูดใจ แต่หากส่งผลกระทบต่อชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม Data Center อาจไม่ได้ไปต่อ เพราะไม่ได้รับการต้อนรับจากชุมชนในพื้นที่ และความท้าทายนี้อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านการพัฒนา AI แบบก้าวกระโดดอีกด้วย
บทความนี้เรามีแนวคิดที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการรับมือกับความท้าทายดังกล่าว คือ แนวคิด “Green Data Center” หรือดาต้าเซนเตอร์สีเขียว ที่เน้นการพัฒนา Data Center ไปพร้อมกับปกป้องสิ่งแวดล้อม เช่น 1) ใช้ไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาด ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือสร้างระบบกักเก็บพลังงาน (Battery) เพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงที่มีความต้องการพลังงานสูง 2) ให้ความสำคัญกับการ “ออกแบบ” ปรับภูมิทัศน์โดยรอบเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและประหยัดพลังงาน รวมถึงออกแบบระบบหล่อเย็นที่อาศัยธรรมชาติ เช่น การระบายอากาศตามทิศทางลม หรือการใช้น้ำหมุนเวียนเพื่อลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ และ 3) นอกจากการเลือกใช้พลังงาน และปรับภูมิทัศน์ให้พร้อมต่อการสร้าง Data Center ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผู้ลงทุนและเจ้าของโครงการ ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนด้วย ด้วยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง มีมาตรการกำกับกระบวนการก่อสร้างที่รวดเร็วลดภาระหน้างาน ไม่สร้างมลภาวะแก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม …ทั้งหมดนี้คือแนวคิดที่ส่งเสริมการสร้าง Data Center ยุคใหม่ ที่ไม่ได้คิดถึงปัจจัยที่ตั้ง (location) ที่เหมาะสมเพียงเท่านั้น แต่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม องค์ความรู้ และประะชาชนในพื้นที่ องค์กระกอบเหล่านี้ล้วงแล้วแต่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างนิคมอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยีอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นได้ในระยะยาว สมดุลและยั่งยืน
การขยายตัวของอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ที่จะได้รับการยอมรับจากมนุษยชาติ อาจไม่ได้วัดผลกันได้จากระบบปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ Data Center ควรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่และสังคมโดยรอบอย่างยั่งยืน ทั้งการสร้างงาน ถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ชุมชน รวมถึงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด เพราะอนาคตของเทคโนโลยีไม่ได้วัดกันเพียงความเร็วในการประมวลผล แต่ยังวัดกันที่ “ความรับผิดชอบต่อโลกและผู้คน” ด้วยเช่นกัน







