![]()

“ผู้รุกราน! ผู้รุกราน!” เสียงจากชาวเซวตาที่พุ่งเป้าไปที่ผู้มาใหม่จากโมร็อกโก …….
ตลอดทั้งวันของวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ผู้อพยพชาวโมร็อกโกหลายหมื่นคน บ้างว่ายน้ำ บ้างวิ่งกรู บ้างปีนกำแพง บุกรุกจากโมร็อกโก สู่เมืองเซวตา (Ceuta) ที่เป็นดินแดนของสเปนแต่อยู่ในแอฟริกาบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของทวีป มีพรมแดนทางบกติดกับจังหวัด Fnideq ของโมร็อกโก
ภาพดังกล่าวถ่ายทอดความน่ากลัวของ “โศกนาฎกรรมเซวตา” ในสองด้าน ทั้งความหวังและความสิ้นหวังของชาวโมร็อกโกที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า พวกเขายังไม่รู้ว่าจะไปอยู่อย่างไร เส้นทางของการอพยพสู่ยุโรปยังไม่มีภาพอนาคตที่ชัดเจน แต่ความหวังของชีวิตที่ดีกว่า ทำให้ยอมเสี่ยงตาย และ ณ ปัจจุบันก็มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แล้วอย่างน้อย 57 คน ส่วนใหญ่จากการจมน้ำหรือเหยียบกันตายระหว่างพยายามข้ามแนวรั้วกั้นพรมแดน
ในอีกด้านหนึ่งคือความหวาดกลัวและสิ้นหวังของชาวสเปนในเมืองเซวตา เมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 18.5 ตารางกิโลเมตร มีประชากรเพียงประมาณ 85,000 คน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ตัดขาดโดดเดี่ยวจากแผ่นดินใหญ่ของสเปน และในเวลานี้ กำลังเผชิญการบุกรุกจากชาวต่างชาติจากแอฟริกาเหนือที่ส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ จำนวนรวมราว 60,000 คน ซึ่งเกือบจะเท่ากับประชากรของเซวตา จำนวนผู้บุกรุกมหาศาลในคราวเดียวกันทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นของเซวตาไม่มีกำลังใด ๆ ที่จะไปสกัดกั้นได้เลย และนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวเมืองเซวตา
เซวตา……
สเปนครอบครองดินแดนเซวตามาตั้งแต่ปี 1580 ส่วนโมร็อกโกอ้างสิทธิเหนือเซวตาตั้งแต่ได้รับเอกราชเมื่อปี 1956 โดยโมร็อกโกใช้เหตุผลว่าเซวตาควรจะหวนคืนสู่เจ้าของทวีป เพราะตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินแอฟริกา ติดกับดินแดนของโมร็อกโก ส่วนฝั่งสเปนแย้งว่าเซวตาเป็นดินแดนของสเปนมาแต่อดีต ไม่เคยอยู่ใต้การปกครองของรัฐโมร็อกโกสมัยใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น หากจะยึดหลักการกำหนดใจตัวเอง ชาวเมืองเซวตาก็ต้องการเป็นพลเมืองของสเปนมากกว่าโมร็อกโก
เซวตามีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์สำหรับสเปน เพราะตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของช่องแคบยิบรอลตาร์ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกที่เชื่อมต่อมหาสมุทรแอตแลนติกกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนั้น เซวตายังเป็นดินแดนของสหภาพยุโรปที่ติดกับทวีปแอฟริกาโดยตรง เพราะมีสถานะเป็นดินแดนของสหภาพยุโรปเต็มตัวจากการที่เป็นส่วนหนึ่งของสเปนตามรัฐธรรมนูญ
ในมุมมองของผู้อพยพ การข้ามพรมแดนสู่เซวตา ง่ายกว่าการเสี่ยงชีวิตข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพียงข้ามพรมแดนจากจังหวัด Fnideq ของโมร็อกโก การมีชีวิตใหม่ก็เริ่มเป็นความจริงขึ้นมาแล้วจากการได้เหยียบเท้าเข้าสู่ดินแดนสหภาพยุโรป แต่ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เพราะสเปนได้ขอยกเว้นให้เซวตาไม่เป็นส่วนหนึ่งของเชงเก้น นั่นก้คือ การจะเดินทางจากเซวตาข้ามสู่แผ่นดินใหญ่ของสเปน ต้องผ่านกระบวนการขอรับการตรวจลงตราและตรวจคนเข้าเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นช่องโหว่ให้ผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ใช้เซวตาเป็นทางผ่านสู่ยุโรปแผ่นดินใหญ่
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมผู้อพยพจึงเลือกบุกเข้าสู่เซวตาพร้อมกันในคราวนี้…….
คำตอบอยู่ในถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน ระหว่างการลงพื้นที่เมืองเซวตาเมื่อ 31 กรกฎาคม 2569 ที่บอกว่า เหตุการณ์นี้เป็นการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของสเปน มีสาเหตุจากเครือข่ายค้ามนุษย์ปล่อยข่าวลือว่า ศาลฎีกาสเปนมีคำพิพากษาให้ผู้อพยพที่ลักลอบเข้าสเปนจะไม่สามารถถูกส่งกลับได้ทันทีโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคำพิพากษาครอบคลุมเฉพาะการเดินทางเข้าสเปนทางทะเล ไม่เกี่ยวข้องกับเมืองเซวตาที่มีพรมแดนติดกับโมร็อกโกทางบก
หรือจะเอาคำพูดนายกฯ สเปนมาตีความเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ ข่าวลือที่บิดเบือนความจริงรุกเร็วเป็นไฟลามทุ่งในหมู่ชาวโมร็อกโกที่อยากมีชีวิตใหม่ในยุโรป
สถานการณ์ในเซวตาเริ่มคลี่คลาย…..แต่แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์นี้จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป
จากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลสเปนและโมร็อกโก โดยสเปนส่งทหารจากแผ่นดินใหญ่เข้าไปจัดการสถานการณ์ ส่วนโมร็อกโกให้ความร่วมมือด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดผู้พยายามข้ามแดน และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประสงค์เดินทางกลับ สถานการณ์ ณ 1 สิงหาคม 2569 ผู้อพยพเหล่านั้นพบความจริงแล้วว่าเป็นข่าวบิดเบือนที่สร้างความหวังลม ๆ แล้ง ๆ โดยทางการสเปนแถลงว่าผู้อพยพเริ่มทยอยเดินทางออกจากเซวตากลับสู่โมร็อกโกโดยสมัครใจ
แม้สถานการณ์ในเซวตาเริ่มคลี่คลายแต่แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์นี้จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป และขยายไปทั่วทั้งแผ่นดินยุโรป จากการที่เกี่ยวข้องกับประเด็นผู้ลี้ภัยจากแอฟริกา ที่กำลังเป็นวิกฤตการณ์ในยุโรป นำไปสู่ความขัดแย้งทั้งด้านการบริหารจัดการทรัพยากร และอุดมการณ์ทางสังคม-การเมือง
ยุโรปกำลังเผชิญวิกฤตผู้ลี้ภัยระลอกล่าสุดที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2015 เมื่อผู้ลี้ภัยจำนวนกว่าล้านคนหนีภัยสงครามจากตะวันออกกลางเข้าสู่ยุโรป โดยเฉพาะจากซีเรียและอิรัก ส่วนผู้อพยพจากแอฟริกาเหนือ ส่วนใหญ่มาจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากโมร็อกโก แอลจีเรีย และตูนีเซีย ที่คนหนุ่มจำนวนมากเผชิญปัญหาการว่างงานและค่าครองชีพสูง คลื่นผู้อพยพในชุมชนชาวยุโรปมีทั้งถูกและผิดกฎหมาย ยังเป็นคำถามที่ชาวยุโรปและสหภาพยุโรปยังหาทางออกในการจัดการไม่ได้ ขณะที่แรงกดดันของผู้อพยพที่สร้างภาระเชิงทรัพยากรได้เป็นชนวนสู่ความขัดแย้งภายในยุโรปที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิการสังคมของประชาชน โดยต้องแลกมากับการจ่ายภาษีในอัตราที่สูงเพื่อนำไปแบ่งปันเฉลี่ย และยังมีเชิงอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนที่ต้องแบกรับภาระจากการเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรของคนแปลกหน้า
ในอีกด้านหนึ่งคือการปะทะกันของอุดมการณ์ทางสังคม-การเมือง ฝ่ายหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายซ้ายยึดมั่นกับหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการไม่ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปสู่ภัยอันตราย อีกฝ่ายหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายขวา มองผ่านมุมมองของชาตินิยมว่าด้วยความกังวลต่อผลกระทบจากการเข้ามาของชาวต่างชาติและศาสนาอิสลาม ที่จะกระทบต่อวิถีชีวิต ค่านิยม และวัฒนธรรมของยุโรป
ภาพจำของชาวยุโรปยังติดตรึง จากเหตุการณ์เมื่อฟุตบอลโลกปี 2022 ที่ทีมชาติโมร็อกโกประสบความสำเร็จสามารถผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้ โดยที่ผลที่ตามมาคือเกิดเหตุการณ์จลาจลในหลายเมืองของเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม จากการที่ชาวโมร็อกโกในเมืองเหล่านั้นออกมาเฉลิมฉลองด้วยการปิดเมืองเพื่อทำลายข้าวของและเผารถยนต์ …..ภาพแบบนั้น และภาพการบุกรุกสู่เซวตาในครั้งนี้ คือเชื้อไฟชั้นดีที่ฝ่ายขวาในยุโรปใช้ปลุกกระแสชาตินิยม และกระแสต่อต้านผู้อพยพ
ฝ่ายขวาของสเปนใช้เหตุการณ์นี้เป็นอาวุธโจมตีนายกรัฐมนตรีซานเชซว่าดำเนินนโยบายผู้อพยพผิดพลาดเนื่องจากไปผ่อนปรนให้สิทธิพำนักและใบอนุญาตทำงานแก่ผู้อพยพหลายแสนคน เป็นแรงจูงใจให้ผู้อพยพรายใหม่ต้องการเดินทางเข้าสเปนมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายขวาในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเช่น นายกรัฐมนตรีอิตาลี ขู่จะระงับข้อตกลงเชงเก้นกับสเปน
ภาพถ่ายและวิดีโอจากโศกนาฏกรรมเซวตาจะอยู่กับเราไปอีกนาน เมื่อมีการถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาผู้อพยพในยุโรป ภาพเหล่านี้จะถูกนำไปเลือกหยิบเอามุมมองที่สอดคล้องกับ narrative ที่อยากจะผลักดันมานำเสนอต่อไป







