![]()

กรณีอิสราเอลเดินหน้าแผนการขยายถิ่นฐานในดินแดนของชาวปาเลสไตน์ ทำให้นานาชาติคัดค้านและไม่เห็นด้วยเนื่องจากแผนการของอิสราเอลละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์ และขัดแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งการขยายถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพ ทำให้นานาชาติแสดงท่าทีกดดันและคัดค้านอิสราเอลในประเด็นดังกล่าวมากขึ้น แต่รัฐบาลอิสราเอลไม่เปลี่ยนท่าที ทำให้เมื่อ 8 กันยายน 2569 รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของประเทศตะวันตกจำนวน 12 ประเทศ นำโดยสหราชอาณาจักร ร่วมกันประกาศต้องการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิสราเอล เพื่อลงโทษอิสราเอลที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยแต่ละประเทศจะไปกำหนดมาตรการและดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป
สำหรับ 12 ประเทศตะวันตกที่ร่วมสนับสนุนการคว่ำบาตรอิสราเอลในประเด็นนี้ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส และสเปน ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกที่เริ่มมาตรการคว่ำบาตร โดยจะเริ่มคว่ำบาตรสินค้าจากอิสราเอล จากนั้นฝรั่งเศสและแคนาดาจะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ส่วนอีก 9 ประเทศจะแสดงท่าทีคัดค้านการขยายถิ่นฐานของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ สะท้อนว่า มาตรการคว่ำบาตรของประเทศตะวันตกต่ออิสราเอลอาจมีรูปแบบและวิธีการที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ กดดันอิสราเอลให้ยุติการผนวกหรือรุกรานดินแดนของชาวปาเลสไตน์ และทำให้ทั่วโลกเห็นว่านโยบายของอิสราเอลต่อเขตเวสต์แบงก์นั้นผิดกฎหมายระหว่างประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมกับสหราชอาณาจักร เนื่องจากมีมุมมองว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค
ท่าทีของสหราชาอาณาจักรทำให้อิสราเอลไม่พอใจอย่างมาก โดยวิจารณ์ถ้อยแถลงของสหราอาณาจักรว่าไม่เป็นเรื่องจริง และสั่งปิดทำการสำนักงานกงสุลสหราชอาณาจักร ประจำเยรูซาเล็มตะวันออก เพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้ รวมทั้งไม่อนุญาตให้ชาวอังกฤษเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์อีกต่อไป ทั้งนี้ อิสราเอลกล่าวโทษพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลสหราอาณาจักรในปัจจุบัน ว่าดำเนินนโยบายผิดพลาดและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสื่อมถอย







