![]()

อินโดนีเซียเผชิญความท้าทายในการจัดการภัยคุกคามจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลังจากต้องควบคุมหมอกควันจากปัญหาไฟป่าตั้งแต่กลาง สิงหาคม-ต้น กันยายน 2569 ล่าสุด อินโดนีเซียยังเผชิญความเสี่ยงด้านมลภาวะและภัยพิบัติมากขึ้นจากเหตุภูเขาไฟปะทุในหลายพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 4 กันยายน 2569 บริเวณเกาะชวา เกาะสุมาตรา และช่องแคบซุนดา ทำให้เกิดหมอกควันปริมาณมาก เฉพาะอย่างยิ่งกรณีภูเขาไฟ Anak Krakatua ปะทุเมื่อ 6 กันยายน 2569 เป็นผลให้กระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซียต้องสั่งระงับเที่ยวบินระหว่างประเทศชั่วคราว เพื่อป้องกันผลกระทบจากหมอกควันและเศษฝุ่นที่อาจเป็นอันตรายต่อกิจกรรมการคมนาคมทางอากาศ ซึ่งคาดว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ เกาะชวาตะวันออก และเกาะสุมาตรา
มาตรการระงับเที่ยวบินระหว่างประเทศชั่วคราวใน 8 ท่าอากาศยานทั่วประเทศ ทำให้มีรายงานผู้โดยสารตกค้างที่สนามบินและได้รับผลกระทบอย่างน้อย 170,000 คน ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาติดตามความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงของภูเขาไฟ Anak Krakatua อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ภูเขาไฟดังกล่าวจะปะทุอย่างต่อเนื่อง
อินโดนีเซียยืนยันว่าไม่พบสัญญาณว่าจะเกิดเหตุสึนามิ หรือคลื่นสูงที่เป็นผลจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและภูเขาไฟระเบิด ซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อปี 2561 ที่ภูเขาไฟ Anak Krakatua บางส่วนถล่มลงทะเล ทำให้เกิดคลื่นสึนามิในบริเวณใกล้เคียง มีผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว 429 ราย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินโดนีเซียเน้นเผยแพร่คำเตือนประชาชนเรื่องผลกระทบต่อสุขอนามัย เนื่องจากเถ้า ฝุ่น และมลภาวะที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุภูเขาไฟปะทุ มีรายงานว่าโรงเรียนในพื้นที่ประสบภัยมลภาวะต้องสั่งปิดทำการชั่วคราว ขณะที่เรือประมงและเรือสินค้าที่เดินเรือในพื้นที่ได้รับคำแนะนำให้ติดตามสถานการณ์อย่าใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในพื้นที่เสื่องภัยพิบัติ เฉพาะอย่างยิ่งบริเวณภูเขาไฟ Anak Krakatua ที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตรา







