![]()

นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศจากสถาบัน Climate Impact Lab เผยแพร่คำเตือนเมื่อ 23 กันยายน 2569 ว่าปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในห้วง มิถุนายน 2569 – กุมภาพันธ์ 2570 อาจทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบและเสียชีวิตประมาณ 450,000 รายทั่วโลก โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากรัฐบาลอาจขาดความพร้อมในการเตรียมการรับมือกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลันรุนแรง หรือมีประชากรกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก สำหรับสาเหตุสำคัญที่อาจทำให้มีประชากรเสียชีวิตจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่วนใหญ่เกิดจากสภาพอากาศร้อนจัด ขาดแคลนวิธีการและเครื่องมือในการตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น พายุผิดฤดูกาล ปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติ อุทกภัย คลื่นความร้อน และสภาพอากาศแล้งจัด
นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังเปรียบเทียบปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในช่วงนี้ว่าเป็นเหมือน “โปสการ์ดจากอนาคต” หรือคำเตือนว่าสภาพภูมิอากาศโลกจะผันผวนและรุนแรงขึ้นในลักษณะนี้ จนกลายเป็นสภาวะปกติใหม่ (new normal) ในอนาคต เช่น พายุที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกจะรุนแรงมากขึ้น ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไม่ตรงตามฤดูกาล กระทบต่อการทำเกษตรกรรม
แม้ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญ จะเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่มีจุดสิ้นสุด และแทนที่ด้วยปรากฏการณ์ลานีญา แต่นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าปัจจัยที่ทำให้เอลนีโญน่าวิตกกังวลมากกว่าในอดีต เป็นเพราะมีภาวะโลกรวน (climate change) ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ กระตุ้นให้ความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนั้นรุนแรงมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่ายังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่ชัดเจน จากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญได้ อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ผ่านมาเป็นอุปสรรคต่อการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนในแต่ละพื้นที่ให้แม่นยำ ส่งผลให้เกษตรกรในหลายประเทศ รวมทั้งไทย ได้รับผลกระทบทั้งจากภาวะแล้งและอุทกภัยที่ทำลายโอกาสในการทำเกษตรกรรมช่วงปลายปี ทำลายที่ดินประกอบอาชีพ และกระทบวิถีชีวิตเป็นเวลานาน ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ ยั่งยืนและตรวจสอบได้ ประกอบกับการเตรียมอุปกรณ์ให้ความช่วยเหลือในสภาวะวิกฤต อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนและคาดการณ์ยาก







