ความต้องการหาแหล่งนำเข้าน้ำมันของประเทศต่าง ๆ ทดแทนแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางกำลังเป็นโอกาสทองของรัสเซียในการสร้างรายได้จากการส่งออกน้ำมัน ควบคู่ไปกับสร้างโอกาสของรัสเซียในการเสริมสร้างบทบาทในเวทีโลกในห้วงที่โลกป่วนจากนโยบายสหรัฐฯ เห็นได้จากการเยือนรัสเซียของหลาย ๆ ประเทศ สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสัมพันธ์กับรัสเซียก็ไม่ใกล้ชิดนักหากเทียบกับมหาอำนาจอื่น ๆ ขณะที่รัสเซียเองก็ไม่สามารถผลักดันนโยบาย Turn to the East ให้มีพลังพอจะดึงดูดบรรดาสมาชิกอาเซียนให้สานสัมพันธ์กับรัสเซียมากขึ้น วิกฤติพลังงานครั้งนี้ที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จึงจะเป็นประตูสำคัญของรัสเซียในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ พร้อมกับขยายความร่วมมือกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมาชิกอาเซียนหลายประเทศทยอยเดินทางไปเจรจาจัดซื้อน้ำมันกับรัสเซีย ที่น่าคิดคือ หลังจากนี้รัสเซียกับอาเซียนจะยังคงต่อยอดพัฒนาสัมพันธ์และขยายความร่วมมือกันต่อไปอีกหรือไม่ในระยะยาว หรือจะเป็นเพียงความสัมพันธ์ระยะสั้นแล้วกลับไปสู่จุดเดิมก่อนที่จะเกิดวิกฤตพลังงาน ความจำเป็นของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องจัดหาแหล่งนำเข้าน้ำมันชดเชยแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางที่จะยังยืดเยื้อ จากการที่บรรดาประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลางต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ทำให้รัสเซียกำลังเป็นทางเลือกและทางออกจากความเดือดร้อนอัน เนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำมันที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้วิ่งเข้าหา ประกอบกับยังได้ไฟเขียวจากการที่สหรัฐฯ ขยายการยกเลิกการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันให้รัสเซีย 2 รอบ จนถึงกลางพฤษภาคม 2569 จึงไม่แปลกที่สมาชิกอาเซียนจะสลับกันเยือนรัสเซียด้วยเป้าหมายเดียวกันคือเจรจานำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย แม้ไม่มีหลักประกันว่าจะได้น้ำมันตามที่ต้องการทั้งปริมาณและคุณภาพ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จัดหาน้ำมันจากรัสเซีย… เริ่มต้นด้วยฟิลิปปินส์ พันธมิตรใกล้ชิดเบอร์ต้นของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประเทศเดียวที่นำเข้าน้ำมันจากรัสเซียได้แล้วตั้งแต่มีนาคม 2569 โดยนำเข้ามาเกือบ 2.5 ล้านบาร์เรล และยังต้องการจะนำเข้าเพิ่มอีก ด้านมาเลเซีย บริษัท Petronas กำหนดจะเจรจากับรัสเซียเกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงาน…