การท่องเที่ยวจีนจะเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สถานการณ์การท่องเที่ยวของจีนได้รับความนิยมอย่างมากและมีโอกาสเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในอนาคต โดยสื่อมวลชนจีนเมื่อ 16 เมษายน 2569 รายงานอ้างผลการรวบรวมข้อมูลของ World Travel & Tourism Council พบว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเมื่อปี 2568 การท่องเที่ยวจีนเติบโตมากถึงร้อยละ 9.9 ซึ่งหากรัฐบาลจีนสามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศได้ในระยะยาว อาจทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกด้วย ปัจจัยที่ทำให้การท่องเที่ยวของจีนมีแนวโน้มขยายตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะรัฐบาลจีนใช้มาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและการตรวจคนเข้าเมือง โดยมีข้อตกลงวีซ่าฟรีให้ผู้ที่เดินทางจากประเทศต่าง ๆ แล้วอย่างน้อย 48 ประเทศ นอกจากนี้ จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย สร้างระบบการคมนาคมสะดวกสบาย ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ผ่านผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (influencer) สามารถสร้างปรากฏการณ์ความนิยมวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบคนจีน หรือ China maxxing ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจและต้องการได้รับประสบการณ์เหมือนประชาชนชาวจีน ทำให้เมื่อปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปจีนอย่างน้อย 154 ล้านคน ส่วนใหญ่เดินทางจากประเทศที่ได้รับสิทธิวีซ่าฟรี นอกจากนี้ การที่ผู้นำต่างประเทศจากทั่วโลกเดินทางเยือนจีนมากขึ้น ช่วยเสริมภาพลักษณ์ความปลอดภัยในการท่องเที่ยวจีน เป็นปัจจัยส่งเสริมให้ชาวต่างชาติต้องการเดินทางไปจีนมากขึ้นด้วย รัฐบาลจีนสร้างจุดเด่นในการท่องเที่ยวของประเทศด้วยการผสมผสานความทันสมัยและเทคโนโลยีเข้ากับวัฒนธรรม ทำให้นักท่องเที่ยวสนใจวัฒนธรรมจีนมากขึ้น เช่น การสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างภาพเสมือนจริง และใช้เครื่องมือ virtual…

กัมพูชาอ้างว่าจะแก้ไขข้อพิพาทบริเวณชายแดนกับไทยด้วยกลไกสันติภาพ

สื่อมวลชนกัมพูชาเมื่อ 15 เมษายน 2569 รายงานท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาที่ยืนยันว่าจะใช้กลไกการทูตและการดำเนินการอย่างสันติ เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่พิพาทบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยเฉพาะดินแดนกัมพูชาบางส่วนที่ปัจจุบันฝ่ายไทยเข้าไปสถาปนาความมั่นคงและสร้างแนวป้องกันความขัดแย้ง ทั้งนี้ ประธานวุฒิสภากัมพูชาย้ำว่ารัฐบาลไม่ต้องการใช้เครื่องมือทางทหาร เพราะเสี่ยงสูญเสียและทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบ รวมทั้งเชื่อว่าการปะทะด้วยเครื่องมือทางทหารจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศด้วย ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนาย Seng Sary นักวิชาการชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย วิจารณ์สมเด็จฯ ฮุน เซน เชิงลบ กรณีให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนโดยไม่ให้ความสำคัญกับทหารที่สูญเสียชีวิตระหว่างการปะทะ ทำให้ประธานวุฒิสภาไม่พอใจและตอบโต้ด้วยการยืนยันว่ากัมพูชาจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการทางทหาร และจะให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ ธันวาคม 2568 ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่ารัฐบาลกัมพูชาจะไม่ยอมสูญเสียดินแดนให้ประเทศใด นอกจากนี้ ยังหยิบยกกรณีการเรียกร้องอธิปไตยเพนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นตัวอย่างยืนยันว่าการต่อสู้ด้วยกลไกการทูตนั้นใช้เวลานาน แต่สามารถประสบความสำเร็จได้ ดังนั้น ท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซนในช่วงนี้เกิดขึ้นเพื่อชี้แจงต่อประชาชนและตอบโต้ผู้ที่วิจารณ์นโยบายจัดการความมั่นคงชายแดน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของชาวกัมพูชาต่อรัฐบาล อดีตผู้นำกัมพูชายังใช้โอกาสนี้เตือนประชาชนกัมพูชาว่า ปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวในต่างประเทศที่ต้องการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ และพยายามปลุกระดมให้เกิดความตึงเครียดในประเทศ พร้อมกับประกาศว่ากระบวนการเจรจาด้านความมั่นคงชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงขอให้ประชาชน รวมทั้งฝ่ายค้านรัฐบาล ทำความเข้าใจและเชื่อมั่นว่ารัฐบาลกัมพูชามีความแข็งแกร่งและยุทธศาสตร์ที่จริงจังในการเจรจาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ สื่อมวลชนกัมพูชาในห้วงนี้ยังสนใจและรายงานกรณีรัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธว่าเป็นฝ่ายร้องขอไทยให้เปิดด่านข้ามพรมแดนระหว่างกัน โดยยืนยันว่าการเปิด-ปิดพรมแดนเป็นความรับผิดชอบของไทยฝ่ายเดียว ทั้งนี้ ปัจจุบันด่านข้ามแดนบริเวณไทย-กัมพูชายังปิดทำการและไม่อนุญาตให้มีกิจกรรมข้ามแดน โดยรัฐบาลยืนยันว่ายังไม่มีการเจรจาในเรื่องนี้

อิสราเอลจะหยุดยิงในเลบานอนเป็นระยะเวลา 10 วัน

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่น่าสนใจ แม้สหรัฐฯ กับอิหร่านจะยังไม่บรรลุข้อตกลงหรือการเจรจาสันติภาพ แต่ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนมีแนวโน้มผ่อนคลายลงเล็กน้อย หลังจากอิสราเอลกับเลบานอน ตกลงทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว เมื่อ 16 เมษายน 2569 โดยการหยุดยิงดังกล่าวจะมีระยะเวลา 10 วัน พัฒนาการดังกล่าวทำให้ชาวเลบานอนที่มีถิ่นอาศัยทางตอนใต้ของประเทศรวมตัวกันแสดงความยินดี เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการปะทะระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ส่วนกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุน และมีอิทธิพลทางการเมืองและการทหารในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน ประกาศว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีเงื่อนไขว่าข้อตกลงดังกล่าวจะต้องครอบคลุมการยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด ก่อนหน้านี้ เมื่อ 14 เมษายน 2569 เอกอัครราชทูตอิสราเอล และเลบานอน ประจำวอชิงตัน ดี.ซี. และ พบหารือกันที่วอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นการพบหารือของเจ้าหน้าที่ระดับสูงครั้งแรกในรอบหลายสิบปี สาเหตุที่อิสราเอลยอมบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับเลบานอน อาจเป็นผลจากสหรัฐฯ ที่กดดันอิสราเอลให้ลดระดับความรุนแรงในเลบานอน เพราะนานาชาติ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการของอิสราเอลในเลบานอน รวมทั้งสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ที่เริ่มคัดค้านความเคลื่อนไหวดังกล่าว และใช้เป็นเหตุผลในการยุติโครงการซื้อ-ขายอาวุธให้อิสราเอลด้วย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวจะเป็นโอกาสให้รัฐบาลอิสราเอลเจรจากับรัฐบาลเลบานอนประเด็นการสร้างสันติภาพร่วมกัน อย่างไรก็ตาม อิสราเอลจะประจำการทหารอยู่ในพื้นที่มั่นคง หรือ security zone ระยะประมาณ 10 กิโลเมตร ในทางตอนใต้ของเลบานอน ผู้เชี่ยวชาญมีมุมมองว่าข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวไม่แน่นอนและเปราะบางอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมา…

มาเลเซียเฝ้าระวังสถานีบริการน้ำมันชายแดนมาเลเซีย-ไทย

นายบัลวีร์ สิงห์ มหินดาร์ สิงห์ ผู้บังคับการตชด.มาเลเซีย แถลงเมื่อ 17 เม.ย.69 ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย (PDRM) โดยกรมความมั่นคงภายในและระเบียบสาธารณะ (JKDNKA) ได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมสถานีบริการน้ำมันตามแนวชายแดนมาเลเซีย-ไทย ที่เป็นจุดเสี่ยง 13 แห่ง ภายใต้ปฏิบัติการ Tiris 4.0 มุ่งลดการลักลอบขนย้ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับการอุดหนุนราคาจากรัฐบาลออกจากมาเลเซีย ซึ่งเป็นไปตามระเบียบควบคุมการจัดหาน้ำมันเบนซิน 95 (RON95) ปี 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 เม.ย.69 รวมถึงระเบียบอื่น ๆ โดยจะมีการตรวจตราและเฝ้าระวังตั้งแต่เวลา 6.30 น. จนถึงเวลาปิดบริการ สำหรับราคาน้ำมันเบนซิน 95 (RON95) ที่ได้รับการอุดหนุนภายใต้โครงการ BUDI95 ห้วง 16-22 เม.ย.69 อยู่ที่ 1.99 ริงกิต/ลิตร (16.12 บาท)

เมียนมากระชับความร่วมมือด้านพลังงานกับจีน

นายโกโกลวิน รมว.กระทรวงพลังงานเมียนมา เดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน จีน เมื่อ 14 เม.ย.69 เพื่อหารือกับบริษัทพลังงานของจีนหลายแห่ง ได้แก่ บริษัท China Southern Power Grid บริษัท Yunnan Energy Group บริษัท Union Resource & Engineering และบริษัท Yunnan Xianshang Export and Import Co. โดยมุ่งจัดหาเชื้อเพลิงในระยะยาว จากที่เมียนมาต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันถึงร้อยละ 97 และผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังกรุงปักกิ่งเพื่อหารือกับ บริษัท China Railway Beijing Engineering Group บริษัท MEIGE Joint Energy Holding และบริษัท Yunnan-Irrawaddy Supply Chain โดยเน้นความร่วมมือในอุตสาหกรรมพลังงาน ทั้งการขุดเจาะแหล่งน้ำมันใหม่ การก่อสร้างโรงกลั่น และการนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม…

UNGA หารือกรณีจีนและรัสเซียใช้สิทธิยับยั้งร่างข้อมติ UNSC คุ้มครองการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

สมัชชาแห่งสหประชาชาติ (UNGA) จัดประชุมเมื่อ 16 เม.ย.69 เพื่อพิจารณากรณีที่จีนและรัสเซียใช้สิทธิยับยั้ง เมื่อ 7 เม.ย.69 ต่อร่างข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งมีเป้าหมายคุ้มครองเสรีภาพการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ โดยทั้งสองประเทศยืนยันว่าร่างข้อมติดังกล่าวไม่เป็นกลาง และไม่คำนึงถึงบริบทความขัดแย้งโดยรวม และอาจถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการใช้กำลังทางทหาร ด้านอิหร่านสนับสนุนการยับยั้งว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม ขณะที่กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย นำโดยคูเวต ระบุว่าจะเสนอร่างข้อมติฉบับใหม่เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการเดินเรือ ส่วนฟิลิปปินส์แถลงในนามอาเซียน เรียกร้องให้ฟื้นฟูการสัญจรทางเรือและอากาศที่ปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ

ปานามาปฏิเสธเรียกเก็บเงินเรือบรรทุกสินค้าเพื่อแซงคิวผ่านคลองปานามา

องค์การบริหารคลองปานามา (Panama Canal Authority-PCA) ชี้แจงเมื่อ 16 เม.ย.69 กรณีปรากฏรายงานว่า เรือบรรทุกก๊าซปิโตรเลียมเหลวลำหนึ่ง ต้องจ่ายเงิน 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแซงคิวผ่านคลองปานามา ว่า กรณีดังกล่าวมิใช่อัตราค่าธรรมเนียมที่ PCA กำหนด แต่เป็นภาวะตลาดชั่วคราว ที่เกิดจากระบบประมูลสิทธิผ่านก่อน  ของคลองปานามา โดย PCA จะเปิดให้เรือบางส่วน ประมูลช่องเวลาผ่านคลองล่วงหน้าได้ หากต้องการข้ามคิวปกติ โดยเฉพาะช่วงที่การจราจรหนาแน่น ซึ่งวิธีนี้ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมผ่านคลองตายตัว แต่เป็นราคาที่ผันตามอุปสงค์–อุปทาน เนื่องจากปัจจุบันความต้องการใช้คลองเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่าน ทำให้เส้นทางเดินเรือบางส่วนมีความเสี่ยง ส่งผลให้เรือจำนวนมากหันมาใช้คลองปานามามากขึ้น ขณะเดียวกัน   ทั้งนี้ ห้วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 คลองปานามามีเรือเดินทะเลผ่านจำนวน 6,288 ลำ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568

5 ประเด็นที่ภาคเกษตรและอาหารไทยควรเร่งดำเนินการรับมือ

ไทยซึ่งพึ่งพาภาคเกษตรและอาหาร (Agro-food sector) สูงมากในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ อาจพิจารณารายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization-FAO) ที่เผยแพร่เมื่อกลาง เมษายน 2569 และประเมินว่าภาคเกษตรและอาหารโลกจะได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้นในห้วง พฤษภาคม 2569 จากภาวะชงักงันของการขนส่งพลังงานและปุ๋ยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังจะได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 ข้อเสนอของรายงาน FAO เพื่อรับมือกับผลกระทบดังกล่าว สอดคล้องกับไทยที่มีมาตรการอยู่แล้ว แต่ไทยควรเร่งดำเนินการให้เกิดผลในการรับมือให้ทันท่วงที  ได้แก่ 1) ย้ำให้เกษตรกรพิจารณาเปลี่ยนพันธุ์พืชเพื่อปรับการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับกับปริมาณปุ๋ยที่มีอยู่จำกัด 2) ย้ำการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไบโอดีเซล เพื่อลดต้นทุนการผลิต ควบคู่ไปกับการใช้พลังงานหมุนเวียน (เช่น พลังงานลม และชีวมวล) 3) เตรียมให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 4) ลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มความสำคัญกับการใช้ปุ๋ยที่มีความยั่งยืน เช่น จากธรรมชาติ (green fertilizer) และ 5) ปรับโครงสร้างทางการเกษตร ในระดับระหว่างประเทศ FAO ยังเรียกร้องให้ทุกประเทศหลีกเลี่ยงการระงับการส่งออกพลังงานและปุ๋ย รวมทั้งให้สถาบันระหว่างประเทศช่วยเหลือเงินทุนให้กับประเทศที่ประสบปัญหา เพื่อสร้างห่วงโซ่อาหารของแต่ละประเทศให้แข็งแกร่ง เพิ่มทางเลือกเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างมากประเทศ เนื่องจากปัจจุบันการส่งออกสินค้าเกษตร-อาหาร หรือ agro-food products…

จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาของฟิลิปปินส์ : ทิ้งสารไซยาไนด์ในพื้นที่พิพาททางทะเล

จีนกับฟิลิปปินส์ยังคงมีประเด็นขัดแย้งกันเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ ทั้งความเคลื่อนไหวด้านการทหารและความเคลื่อนไหวอื่น ๆ โดยเมื่อ 14 เมษายน 2569 โฆษกกองทัพเรือฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า กองทัพเรือตรวจพบขวดบรรจุสารไซยาไนด์ที่มีพิษสูง บนเรือประมงของจีนที่รุกล้ำน่านน้ำของฟิลิปปินส์ บริเวณแนวปะการัง Thomas Shoal ที่ 2 และแนวปะการัง Ayungin เมื่อปี 2568  การตรวจพบขวดบรรจุสารไซยาไนด์ดังกล่าว รวมทั้งมีรายงานว่าเรือประมงจีนลักลอบปล่อยสารไซยาไนต์ลงทะเล บ่งชี้ว่า เรือประมงจีนอาจพยายามบ่อนทำลายความมั่นคงและความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศในทะเล และอาจต้องการใช้สารดังกล่าวทำลายเรือรบของฟิลิปปินส์ที่ประจำการหรือตรวจการในพื้นที่ การใช้สารไซยาไนด์ในอุตสาหกรรมประมง เป็นวิธีการที่ชาวประมงใช้เพื่อจับปลาและปะการัง ปัจจุบันฟิลิปปินส์กำหนดให้เป็นการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากส่งผลเสียระยะยาวต่อระบบนิเวศทางทะเล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่าหลักฐานของฟิลิปปินส์ไม่น่าเชื่อถือ และโจมตีฟิลิปปินส์ว่าเป็นฝ่ายใช้อำนาจเกินขอบเขตเข้าไปตรวจและควบคุมเรือประมงของจีน ทั้งที่เข้าไปทำประมงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับพื้นที่พิพาททางทะเลดังกล่าว อยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์ และห่างจากจีนประมาณ 1,300 กิโลเมตร เป็นพื้นที่พิพาทที่จีนกับฟิลิปปินส์ตอบโต้กันบ่อยครั้ง แม้ว่ารัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่ายจะพบหารือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดขั้นตอนที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาทร่วมกัน เพราะคาดว่าพื้นที่ดังกล่าวมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นแรงกระตุ้นให้ฟิลิปปินส์ปฏิบัติการลาดตระเวนทางทะเลมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่พิพาทกับจีน เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของจีน รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ที่อาจรุกล้ำน่านน้ำของฟิลิปปินส์  ตลอดจนอาจเพิ่มความร่วมมือในการลาดตระเวนทางทะเลเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง เช่น การลาดตระเวนหรือฝึกรบร่วมกับสหรัฐฯ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส…

UNHCR กังวลต่อการอพยพของชาวโรฮีนจา

ความเคลื่อนไหวและการอพยพของชนกลุ่มน้อยและผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา ยังคงได้รับความสนใจจากองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees – UNHCR) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration- IOM) (IOM) เมื่อ 14 เมษายน 2569 มีถ้อยแถลงแสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของชาวโรฮีนจาที่อพยพจากบังกลาเทศ ไปมาเลเซียผ่านทะเลอันดามัน เนื่องจากเผชิญอันตราย และล่าสุดมีข้อมูลว่าชาวโรฮีนจามากกว่า 250 คน สูญหายระหว่างการอพยพทางทะเล เพราะเผชิญพายุรุนแรง ทำให้เรืออับปาง เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ UNHCR เรียกร้องให้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการปกป้องชนกลุ่มน้อยที่ผลัดถิ่น รวมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาให้ชาวโรฮีนจา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในเมียนมาที่ต้องลี้ภัยไปยังประเทศอื่น ๆ ผ่านการเดินเรือ สาเหตุที่ทำให้ชาวโรฮีนจาต้องเดินทางออกจากบังกลาเทศ ทั้งที่มีค่ายผู้อพยพในเมือง Cox’s Bazar ช่วยเหลือชาวโรฮีนจาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงและการเลือกปฏิบัติในเมียนมา เนื่องจากปัจจุบันค่ายผู้อพยพชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศประสบปัญหาแออัดอย่างมาก ขณะที่องค์กรระหว่างประเทศไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะสนับสนุนการเดินทางอย่างปลอดภัย หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตในค่ายผู้อพยพ ทำให้ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศอื่น ๆ ได้แก่ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ความปลอดภัยและสิทธิของชาวโรฮีนจาได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลเมียนมาปฏิบัติการทางทหารเพื่อความมั่นคงในรัฐยะไข่เมื่อปี 2560…