แนวโน้มการผลักดันการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านรอบใหม่
ปากีสถานเดินหน้าแสดงบทบาทสนับสนุนและผลักดันแนวทางการเจรจาเพื่อยุติสงครามและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยมีรายงานเมื่อ 15 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลปากีสถานพยายามโน้มน้าวอิหร่านและสหรัฐฯ ให้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการเจรจารอบใหม่ เพื่อลดระดับความตึงเครียด หลังจากการเจรจาครั้งที่ผ่านมาเพื่อยุติความขัดแย้ง ไม่สำเร็จ และทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อกดดันอิหร่านมากขึ้น จนทำให้สถานการณ์ความมั่นคงโลกและพลังงานไม่แน่นอน สหรัฐฯ-อิหร่านอยู่ระหว่างปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง จนถึง 22 เมษายน 2569 คาดว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ปากีสถานต้องเร่งให้ทั้ง 2 ฝ่ายมีความคืบหน้าในการเจรจากัน โดยคาดหวังให้มีการขยายมาตรการหยุดยิง เพื่อควบคุมผลกระทบจากสงคราม ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ปากีสถานเลือกใช้ความสัมพันธ์ทางทหารและกองทัพกับอิหร่าน เป็นช่องทางการประสานงานหลัก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงคุ้นเคยและใกล้ชิดกันเป็นอย่างดี ซาอุดีอาระเบีย มหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง พยายามแสดงบทบาทเช่นกัน โดยมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียได้เจรจากับปากีสถาน เพื่อให้โน้มน้าวผู้แทนของประเทศคู่ขัดแย้งไปเจรจากันทีเมืองเจดดาห์ เมืองสำคัญบริเวณชายฝั่งของซาอุดีอาระเบีย แต่โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้มุมมองว่าการเจรจากับอิหร่านมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นที่กรุงอิสลามาบัดของปากีสถานเช่นเดิม เช่นเดียวกับรองประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ได้มีการหารือกับประธานรัฐสภาอิหร่าน เพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาค นักวิชาการอิหร่านประเมินว่า ความเป็นไปได้ที่รัฐบาลและกองทัพอิหร่านจะเจรจา ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ก็คืออิหร่านต้องมีสิทธิ์ป้องกันตนเอง รวมทั้งยังไม่ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ยืนยันต้องการให้อิหร่านยุติการพัฒนานิวเคลียร์ ขณะเดียวกันอิหร่านก็ยังมีขีดความสามารถด้านการทหารและกองทัพมากพอที่จะต้านทานการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ได้ ล่าสุดเมื่อ 15 เมษายน 2569 ผู้นำสูงสุดของอิหร่านขู่จะจมเรือรบของสหรัฐฯ หากเข้าไปปิดช่องทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยอมรับว่าความตึงเครียดในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและราคาพลังงานในสหรัฐฯ…











