ถอดรหัส 42.7 เครื่องมือเพิ่มความมั่นคงสหภาพยุโรป

 Int Podcast ชวนทำความรู้จักมาตรา 42.7 ที่มีแนวโน้มเป็นเครื่องมือเสริมเกราะป้องกันภัยคุกคามและสร้างความมั่นคงให้สหภาพยุโรป (EU) เพื่อเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเสี่ยงขัดแย้งกันมากขึ้นได้ มาตรา 42.7 คืออะไร?…จะกระทบต่อความสัมพันธ์ EU กับสหรัฐฯ หรือไม่?…อาเซียนและไทยได้บทเรียนอะไรจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้? …ลองแลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ #ความมั่นคง #ภูมิรัฐศาสตร์ #สหภาพยุโรป #EU#สนธิสัญญา #collectivedefense #ความร่วมมือ #การทหาร

จีนเห็นว่าญี่ปุ่นเตรียมทำ protracted warfare

  ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นมีแนวโน้มตึงเครียดขึ้นต่อเนื่อง จากกรณีจีนไม่พอใจญี่ปุ่นส่งเรือรบไปปฏิบัติการลาดตระเวนบริเวณช่องแคบไต้หวัน การประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมการส่งออกอาวุธ การผ่านร่างกฎหมายสนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมาธิการข่าวกรองแห่งชาติ เพื่อขยายขีดความสามารถด้านการข่าวกรอง การดำเนินการเชิงรุกในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ แก้ไขเอกสารด้านความมั่นคง 3 ฉบับ  ได้แก่ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ และแผนเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการทหาร รวมทั้งกรณีนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุวิสัยทัศน์เมื่อ 27 เมษายน 2569 ว่าญี่ปุ่นเตรียมตัวทำสงครามยืดเยื้อ หรือ protracted warfare ที่มีลักษณะเป็นสงครามรูปแบบใหม่ สำหรับ protracted warfare คือ สงครามยืดเยื้อที่รัฐหรือตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (non state actor) ต้องเตรียมยุทธศาสตร์ รวมทั้งยุทธวิธีปฏิบัติการทางทหารและด้านอื่น ๆ ที่สนับสนุนสงครามระยะยาว ยุทธวิธีที่ถูกนำไปใช้ในสงครามยืดเยื้ออาจประกอบด้วยการทำสงครามข่าวสาร การปฏิบัติการทางจิตวิทยา การปฏิบัติการกองโจร การแทรกแซงและบั่นทอนความมั่นคงของคู่ขัดแย้ง การทำลายขีดความสามารถในการรบหรือการป้องกันของคู่ขัดแย้ง รวมทั้งการใช้มวลชนหรือประชาคมระหว่างประเทศกดดันฝ่ายตรงข้ามให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในสงคราม …ลักษณะเด่นของ protracted warfare คือ การใช้ “เวลา” เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบ โดยตัวอย่างสงครามยืดเยื้อในประวัติศาสตร์โลก เช่น สงครามระหว่างอิรัก-อิหร่านเมื่อปี 2523-2531 ที่ใช้เวลานาน 8 ปี…

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถอนตัวจากการเป็นสมาชิก OPEC

รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เมื่อ 28 เมษายน 2569 ประกาศว่า UAE จะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ได้แก่ OPEC   ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยให้เหตุผลว่า UAE จะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติมากขึ้น ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติระยะยาว และวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง ขณะเดียวกันก็เพื่อบริหารจัดการวิกฤตการส่งออกพลังงานในปัจจุบันที่เป็นผลจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน UAE ย้ำว่าที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นสมาชิกกลุ่ม OPEC อย่างดี ให้ความร่วมมืออย่างจริงจังและเสียสละเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม โดย UAE เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันมากเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่ม รองจากซาอุดีอาระเบีย อิรัก และอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมาก UAE ตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ UAE ตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศ โดยยืนยันว่า UAE ตัดสินใจโดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับประเทศสมาชิก OPEC อื่น ๆ รวมทั้งซาอุดีอาระเบีย แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะเป็นมหาอำนาจของกลุ่ม OPEC ก็ตาม UAE เป็นสมาชิกกลุ่ม…

ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่าอิหร่านกำลังจะล่มสลาย

สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่เริ่มตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์-28 เมษายน 2569 ยังไม่ยุติ ปัญหาสำคัญอยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือและขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้แสดงความเห็นเมื่อ 28 เมษายน 2569 อ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านว่า รัฐบาลและสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของอิหร่านอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง และกำลังจะล่มสลาย เฉพาะอย่างยิ่งอำนาจของกลุ่มผู้นำและผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการทำสงครามเป็นเวลานาน รวมทั้งมีความแตกแยกระหว่างผู้นำอิหร่าน ทำให้อิหร่านต้องการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สามารถเดินเรือได้อย่างปลอดภัย ปัจจุบัน สหรัฐฯ ใช้กองบัญชาการ Central Command (CENTCOM) ส่งกองเรือรบปฏิบัติการในช่องแคบฮอร์มุซ โดยพร้อมโจมตีและสกัดกั้นเรือขนส่งสินค้าของอิหร่านทันที เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขการเจรจา ที่สำคัญ คือ สหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านยุติโครงการพัฒนานิวเคลียร์ กลุ่มผู้นำและผู้ปกครองอิหร่าน ปฏิเสธความคิดเห็นของประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลยังคงมีเอกภาพ และยืนยันเงื่อนไขที่จะนำไปสู่สันติภาพและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือ สหรัฐฯ ต้องถอนกำลังทหารออกจากช่องแคบฮอร์มุซก่อน จากนั้นอิหร่านจะเปิดเส้นทางดังกล่าวให้สามารถใช้ลำเลียงสินค้าและพลังงานได้ตามปกติ ด้านสหรัฐฯ ย้ำว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาเงื่อนไขและรวบรวมข้อมูล เพื่อให้การตัดสินใจดำเนินนโยบายต่ออิหร่านเป็นประโยชน์กับชาวอเมริกันมากที่สุด สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อมูลเพื่อโน้มน้าวประชาคมระหว่างประเทศให้เชื่อว่ารัฐบาลอิหร่านกำลังขาดความมั่นคงและใกล้จะล่มสลาย อาจเป็นไปเพื่อบั่นทอนภาพลักษณ์ของรัฐบาลอิหร่าน ที่ปัจจุบันเริ่มส่งผู้แทนไปเจรจาหารือกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น โอมาน และมหาอำนาจนอกภูมิภาค เช่น…

สิงคโปร์-ไทย ยกระดับความร่วมมือทวิภาคีรอบด้าน

นายชาน ชุน ซิง รมว.กห.สิงคโปร์ เข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม. โดยตกลงที่จะยกระดับความร่วมมือในหลายมิติ ตั้งแต่ด้านความมั่นคงที่มุ่งเน้นการสานต่อการฝึกทางทหารร่วมกันและการสนับสนุนพื้นที่ฝึกในไทย ด้านพลังงานผ่านการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค รวมทั้งขยายความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และยุทโธปกรณ์ระดับภูมิภาค โดยดึงจุดแข็งของสิงคโปร์ด้านเทคโนโลยีและมาตรฐาน มาผสมผสานกับจุดแข็งของไทยด้านทำเลที่ตั้งและกำลังคน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารที่ไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตสำคัญ สิงคโปร์ยังสนใจโครงการแลนด์บริดจ์  โดยมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ลดความเสี่ยงทางการค้า และกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่

พัฒนาการสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และท่าทีรัสเซีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อ 27 เมษายน 2569 ว่า สหรัฐฯ อยู่ระหว่างทบทวนข้อเสนอของอิหร่านที่จะนำไปสู่การเจรจาสันติภาพระหว่างกัน เพื่อหาแนวทางยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับไปเป็นเส้นทางเดินเรือและขนส่งพลังงานได้โดยเร็ว ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ มีขึ้นในห้วงเดียวกันกับที่สหประชาชาติ (UN) แสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านเศรษฐกิจและพลังงานโลกที่เป็นผลจากสงครามครั้งนี้ ประกอบกับอิหร่านเดินเกมส์การทูตเข้มข้นขึ้นด้วยการส่งผู้แทนระดับสูงเยือนรัสเซีย เป็นสัญญาณให้สหรัฐฯ ตระหนักว่าอิหร่านกับรัสเซียยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด และล่าสุดเมื่อ 27 เมษายน 2569 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ก็สนับสนุนอิหร่าน พร้อมชื่นชมชาวอิหร่านที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ท่าทีของรัสเซียดังกล่าวน่าจะเป็นการส่งสัญญาณว่าจะแสดงบทบาทเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ ในระยะถัดไป ไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ จะดีขึ้น หรือเกิดการปะทะกันรอบใหม่ แม้ก่อนหน้านี้ รัสเซียยืนยันว่าต้องการเป็นผู้ช่วยสนับสนุนให้เกิดสันติภาพ มากกว่าเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ ผู้นำรัสเซียคาดหวังว่าจะเกิดสันติภาพขึ้นในภูมิภาคเร็ว ๆ นี้ ขณะเดียวกันก็ย้ำว่ารัสเซียจะสนับสนุนผลประโยชน์ของอิหร่านด้วย ทั้งนี้ บทบาทของรัสเซียอาจเป็นประโยชน์ต่อการลดระดับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน เนื่องจากปัจจุบัน ปากีสถาน ซึ่งแสดงบทบาทเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างประเทศ เริ่มเผชิญความท้าทายในประเทศเองจากความขัดแย้งบริเวณพรมแดนกับอัฟกานิสถาน โดยมีรายงานเมื่อ 27 เมษายน 2569 ว่า ปากีสถาน-อัฟกานิสถานกล่าวโทษกันว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทำให้ปากีสถานอาจไม่สามารถแสดงบทบาทนำในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านได้เต็มที่ แต่ก็ยังไม่ละความพยายามในการดำเนินการดังกล่าว เช่น พบหารือกับโอมาน และรัสเซีย…

จีนควบคุมการเข้าถึงระบบ Manus AI

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังนวัตกรรมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไม่ให้ถูกครอบงำหรือนำไปใช้ประโยชน์โดยต่างชาติ ล่าสุดเมื่อ 27 เมษายน 2569 มีรายงานว่า คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญของจีน สั่งห้ามไม่ให้บริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัท Meta ของสหรัฐฯ เข้าซื้อกิจการหรือครอบครองระบบ Manus AI หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ประเภท AI Agent ที่มีความสามารถสูง ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Monica ของจีน ร่วมกับบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีในสิงคโปร์ NDRC ของจีนไม่ได้เปิดเผยเหตุผลที่สั่งห้ามบริษัทต่างชาติทำข้อตกลงซื้อหุ้นหรือครอบครองกิจการของบริษัท Monica เพียงแต่ยืนยันว่าคำสั่งห้ามดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายของประเทศ แต่สื่อต่างประเทศมีมุมมองว่าความเคลื่อนไหวของรัฐบาลจีนครั้งนี้เป็นไปเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และวิทยาการด้านเทคโนโลยี AI ของจีน เนื่องจากระบบ Manus AI เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากกว่าระบบที่บริษัทในสหรัฐฯ เผยแพร่ให้ผู้บริการใช้งานได้ทั่วโลก นอกจากนี้ รัฐบาลจีนอาจต้องการตอบโต้สหรัฐฯ ที่มีมาตรการปิดกั้นไม่ให้บริษัทจีนเข้าถึงอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตและพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน ทั้งนี้ บริษัท Meta ของสหรัฐฯ ประกาศเสนอซื้อระบบ Manus AI เมื่อ ธันวาคม 2568 เป้าหมายเพื่อใช้ระบบดังกล่าวขยายขีดความสามารถของ AI ที่บริษัท…

สหภาพยุโรปขยายมาตรการคว่ำบาตรเมียนมาถึง เมษายน 2570

สถานการณ์ความมั่นคงทางการเมืองและสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันตกของไทย ยังคงได้รับความสนใจจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อ 27 เมษายน 2569 สภาสหภาพยุโรป (EU) ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรเมียนมาต่อไปจนถึง 30 เมษายน 2570 เนื่องจากมีมุมมองว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนยังคงน่าห่วงกังวล และยังขัดขวางระบอบประชาธิปไตยด้วย ทั้งนี้ มาตรการคว่ำบาตรของ EU ต่อเมียนมา ครอบคลุมการคว่ำบาตรและยึดทรัพย์บุคคล 105 ราย และหน่วยงาน/องค์กรจำนวน 22 แห่งที่มีความเชื่อมโยงกับผู้นำกองทัพเมียนมา รวมทั้งห้ามบุคคลในบัญชีคว่ำบาตรเดินทางเข้า EU ด้วย นอกจากนี้ มาตรการคว่ำบาตรของ EU ต่อเมียนมายังครอบคลุมการห้ามขายอาวุธ ห้ามส่งออกสินค้าบางประเภทที่กองทัพเมียนมาอาจนำไปใช้ในการควบคุมและละเมิดสิทธิมนุษยชน EU ใช้โอกาสนี้ประณามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาเมื่อปี 2564 รวมทั้งคัดค้านมาตรการของรัฐบาลและกองทัพเมียนมาที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน ตลอดจนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยุติการใช้ความรุนแรง และให้รัฐบาลเมียนมาปล่อยตัวนักโทษการเมือง มาตรการคว่ำบาตรของ EU อาจทำให้สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจในเมียนมาย่ำแย่ เนื่องจาก EU จะตัดงบประมาณช่วยเหลือรัฐบาลเมียนมาด้วย แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ EU มีมุมมองว่าเป็นตัวแทนของกองทัพเมียนมาที่ต้องการสืบทอดอำนาจทางการเมืองเพื่อควบคุมผลประโยชน์ในประเทศต่อไป นอกจากนี้ ท่าทีของ EU อาจผลักดันเมียนมาให้พึ่งพาจีนในฐานะประเทศหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจและการพัฒนามากขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจเป็นอุปสรรคต่อเมียนมาที่กำลังอยู่ในห้วงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอาเซียนให้เป็นปกติ…

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซผลักดันให้ไทยรื้อฟื้นโครงการแลนด์บริดจ์

The Independent ของสหราชอาณาจักร รายงานว่า ไทยกำลังเดินหน้าผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์มูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาทเพื่อเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นทางเลือกแทนช่องแคบมะละกา เนื่องจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยรัฐบาลเตรียมเสนอให้ ครม.พิจารณาใน มิ.ย. – ก.ค. 69 และพยายามดึงดูดสิงคโปร์ให้เข้ามาลงทุน ทั้งนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ได้รับการผลักดันโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่หยุดชะงักลงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง อีกทั้งยังเผชิญแรงต้านจากประชาชนในพื้นที่

ผู้นำเมียนมาหารือกับ รมว.กต.จีน ระหว่างเยือนกรุงเนปยีดอ

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ให้การต้อนรับ นายหวัง อี้ รมว.กต.จีน และคณะ เมื่อ 25 เม.ย.69 โดยเมียนมาชื่นชมประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ที่ส่งสารแสดงความยินดีอย่างรวดเร็วภายหลังการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่จีนมีต่อเมียนมา ขณะที่ฝ่ายจีนยืนยันการสนับสนุนเมียนมาในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพและการพัฒนาในระยะยาวภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือร่วมกันในหลายประเด็น ได้แก่ การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน การกระชับความร่วมมือด้านการค้า พลังงาน เหมืองแร่ เกษตรกรรม และเทคโนโลยี รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพภายในประเทศ