![]()

S&P Global องค์กรชั้นนำของโลกด้านข้อมูลทางการเงิน การวิเคราะห์ตลาด และการจัดอันดับเครดิตเผยแพร่รายงานผลการสัมมนาเรื่อง Asia faces high energy costs on tight tanker flow, refining capacity เมื่อ 9 กันยายน 2569 ของที่ประชุม Asia Pacific Petroleum Conference (APPEC) ครั้งที่ 42 ซึ่งจัดโดย S&P Global Energy โดยวิเคราะห์ว่าภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากอุปสรรคด้านการขนส่งของเส้นทางเดินเรือบรรทุกน้ำมันและกำลังการกลั่นน้ำมันที่จำกัด แม้ราคาน้ำมันดิบจะยังไม่สะท้อนความเสี่ยงด้านความมั่นคงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หรือการหยุดชะงักบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มที่ แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น ดีเซล เบนซิน และน้ำมันเครื่องบิน ได้ปรับตัวสูงขึ้นจนใกล้ระดับสถิติสูงสุด นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาคอขวดในจุดยุทธศาสตร์อื่น เช่น ภัยแล้งในคลองปานามา การโจมตีเรือเดินสมุทรบริเวณช่องแคบ Bab al-Mandab และการต้องเปลี่ยนเส้นทางเรือไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป
ขณะที่การปรับทางเลือกด้วยการไปนำเข้าน้ำมันดิบจากอเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา หรือแอฟริกาเป็นการเพิ่มต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมาก เนื่องจากระยะทางที่ไกลขึ้น ทำให้ต้องใช้จำนวนเรือมากขึ้น และเพิ่มค่าระวางเรือกับค่าประกันภัย เช่น เกาหลีใต้ นำเข้าน้ำมันดิบจากทวีปอเมริกาในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ด้วยราคาเฉลี่ย 92.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าการนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเฉลี่ย 88.07 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดของเรือบรรทุกน้ำมันและแนวโน้มในอนาคต โดยตลาดเรือบรรทุกน้ำมันตึงตัวมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต เนื่องจากเจ้าของเรือระมัดระวังในการสั่งต่อเรือใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องการลดคาร์บอนและการคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันระยะยาว แม้โครงการท่อส่งน้ำมันใหม่อาจช่วยบรรเทาปัญหาได้ แต่ต้องใช้เวลาดำเนินการและก่อสร้างอีกหลายปี ทำให้โรงกลั่นและผู้บริโภคในเอเชียยังต้องรับภาระต้นทุนการขนส่งและราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







