มาเลเซียพร้อมส่งคณะสังเกตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 5 ส.ค.68 ว่า รัฐบาลมาเลเซียพร้อมส่งคณะสังเกตการณ์เฝ้าติดตามเพื่อดูแลความสงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หากได้รับการร้องขอจากทั้งสองฝ่าย ปัจจุบันสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่คงตึงเครียดและอ่อนไหว ขณะที่มาเลเซียได้รับอนุญาตให้ติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังผ่านระบบดาวเทียมร่วมกับสมาชิกอาเซียน

ญี่ปุ่นยืนยันไม่มีแผนมอบโดรนติดอาวุธให้ไทย

สอท.ญี่ปุ่น ณ กรุงพนมเปญ กัมพูชา เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก เมื่อ 6 ส.ค.68 กรณีปรากฏข่าวสารว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะจัดหาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ติดอาวุธให้ไทย ว่า ข่าวสารดังกล่าวเป็นข่าวปลอม และรัฐบาลญี่ปุ่นไม่เคยมีแผนมอบยุทโธปกรณ์ดังกล่าวให้ไทย อีกทั้งไม่เคยได้รับการร้องขอจากไทย พร้อมย้ำว่าการมอบความช่วยเหลือของญี่ปุ่นจำกัดเฉพาะกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศโดยตรง และรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชากับไทยเพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะสันติภาพโดยเร็ว อีกทั้งคาดหวังให้ชาวกัมพูชาสามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้อย่างสันติโดยเร็วที่สุด และญี่ปุ่นขอบคุณบุคคลที่ไม่เผยแพร่ข่าวปลอมดังกล่าว

ต่างประเทศรายงานการประชุมระหว่างไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย

  สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ติดตามพัฒนาการสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยอ้างถึงผลกระการประชุมประเด็นพื้นที่ชายแดนระหว่างผู้แทนไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย หรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee-GBC) ซึ่งเป็นการประชุมทวิภาคีของฝ่ายทหาร ที่เกิดขึ้นหลังจากทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เป้าหมายสำคัญคือการรักษาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศหยุดยิงในปัจจุบัน รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความขัดแย้งประเด็นชายแดนระหว่างกันอีกในอนาคต โดยผู้แทนของมาเลเซียระบุว่าจะใช้กลไกอาเซียนทำหน้าที่เป็นคณะติดตามความคืบหน้า (monitoring team) ด้วย ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่จะมีการหารือครั้งสำคัญใน 7 สิงหาคม 2568 ที่คาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม ตลอดจนมีผู้แทนจากต่างประเทศสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งมาเลเซีย จีน และสหรัฐฯ สื่อต่างประเทศมีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ยังคงรายงานถึงสาเหตุความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ และการดำเนินการของไทยและกัมพูชาที่เชิญผู้แทนต่างประเทศลงพื้นที่เพื่อให้รับทราบข้อมูล นอกจากนี้ สื่อยังรายงานว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นยังมีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูง เนื่องจากยังมีบรรยากาศไม่ไว้วางใจกันระหว่างทหารและประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกับว่าละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมและโจมตีพลเรือน สำหรับความเคลื่อนไหวของฝ่ายทหาร สื่อมวลชนอ้างท่าทีของฝ่ายไทยที่ระบุว่าปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลังและไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยมีข้อมูลว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังพลเข้าสู่พื้นที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ และระดมกำลังพลเพิ่มเติม นอกจากประเด็นสถานการณ์ในพื้นที่ สื่อต่างประเทศให้ความสนใจการรายงานข่าวสารและข่าวปลอม รวมทั้งข้อมูลบิดเบือนที่เกิดขึ้นจำนวนมากผ่านสื่อสังคมออนไลน์…

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาขยายตัวสู่โลกออนไลน์

เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความระบุว่า สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแนวรบของข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง แต่การโจมตีทางออนไลน์ที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังของทั้งสองประเทศนั้นยุติได้ยาก และจะทิ้งบาดแผลไปยาวนาน ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่รุนแรงขึ้น โดยการเคลื่อนไหวทางออนไลน์เพิ่มขึ้นทันที หลังจากเกิดการปะทะกันทางทหาร ทั้ง Facebook TikTok X Telegram Truth Social รวมถึงในเกม Roblox การใช้แฮชแท็ก การใช้ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง จนถึงขั้นกล่าวหาว่าอีกฝ่ายฆ่าคนของตนเอง โดยมีการสร้างเนื้อหาภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับต่างประเทศ ตลอดจนความพยายามแก้ไขแผนที่ชายแดนบน Google Maps นอกจากนี้ ยังมีการสร้างบัญชีปลอม สร้างข่าวปลอม การโจมตีทางไซเบอร์ของกลุ่มแฮ็กเกอร์จากทั้งสองประเทศ

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาสะท้อนการยกระดับการใช้อาวุธ

สนข.ABC ของออสเตรเลีย เผยแพร่บทความระบุ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงการแพร่กระจายของอาวุธทั่วโลกในเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างใช้อาวุธระดับสูงจากหลายประเทศ โดยไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 โดรน ยานเกราะ Stryker และเครื่องบินรบ Gripen ซึ่งไทยมีทั้งงบประมาณด้านกลาโหมและกำลังพลมากกว่ากัมพูชา ขณะที่กัมพูชาเร่งปรับปรุงกองทัพอย่างรวดเร็วโดยการกระชับความสัมพันธ์กับจีน กัมพูชาใช้ระบบจรวดหลายลำกล้องแบบ PHL-81 ของจีน และระบบอาวุธอื่น ๆ  นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระเบิดคลัสเตอร์ และการใช้จรวดแบบไม่มีระบบนำวิถีในพื้นที่ที่มีพลเรือนหนาแน่น ซึ่งถูกวิพากวิจารณ์อย่างมาก ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า ระดับของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เห็นจากทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเป็นระบบอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อสงครามที่มีความขัดแย้งในระดับสูง และแสดงความกังวลว่า การใช้อาวุธพิสัยไกลจะทำให้สถานการณ์อันตรายยิ่งขึ้น และอาจยกระดับความรุนแรงในอนาคต

มาเลเซียเตรียมการประชุม GBC ไทย–กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

ดาโต๊ะ ซรี โมฮัมหมัด คาลิด โนร์ดิน รมว.กห.มาเลเซีย เปิดเผยว่าจะติดต่อไปยัง รมว.กห.กัมพูชา และ รมว.กห.ไทย ผ่านระบบ Zoom ใน 2 ส.ค.68 เพื่อหารือผลการจัดเตรียมการประชุมคณะกรรมการเขตแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ห้วง 4–7 ส.ค.68 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตามคำร้องขอของไทยที่ต้องการสถานที่ที่เป็นกลาง หลังจากเดิมที่นกรุงพนมเปญ

เกาหลีเหนือเห็นด้วยกับบทบาทของอาเซียนในการแก้ไขความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

สนข.KCNA ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานเมื่อ 2 ส.ค.68 อ้างถ้อยแถลงของโฆษก กต.เกาหลีเหนือว่า ไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงสำเร็จเมื่อ 28 ก.ค.68 ผ่านกลไกเจรจาและแนวทางการทูตภายใต้บริบทของอาเซียนในการจัดการปัญหาในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.อย่างสันติ โดยมีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเกาหลีเหนือหวังให้ประเทศเอเชีย ตอ.ต.จัดการความขัดแย้ง สร้างความไว้วางใจ และส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี เพื่อพัฒนาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

มาเลเซียเสนอตั้งคณะสังเกตการณ์อาเซียนเพื่อแก้ปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

พลเอก Nizam Jaffar ผบ.ทสส.มาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 1 ส.ค.68 ว่า มาเลเซียเสนอให้จัดตั้งคณะสังเกตการณ์อาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชา โดยคณะฯ จะประกอบด้วยผู้แทนจากกองทัพประเทศอาเซียน 33 นาย ซึ่งจะตั้งฐานปฏิบัติภารกิจอยู่ในเขตไทยและกัมพูชา ทั้งหมด 4 จุด จุดละ 7 นาย และอีก 5 นาย จะประจำที่ฐานบัญชาการหลัก นอกจากนี้ มาเลเซียเสนอจัดตั้งคณะสังเกตการณ์ชั่วคราว นำโดยผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย พร้อมด้วยผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศอาเซียนประจำกรุงเทพฯ และกรุงพนมเปญ กัมพูชา โดย ผบ.ทสส.มาเลเซีย เชื่อมั่นว่า แนวทางดังกล่าวจะทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นร่วมมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาลดระดับ แต่เพิ่มการต่อสู้กันในเวทีระหว่างประเทศ

สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หลังจากมีการปะทะกันเมื่อ 24-28 กรกฎาคม 2568 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย รวมทั้งมีประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพรมแดนต้องอพยพออกจากพื้นที่และรอความช่วยเหลือในค่ายพักพิงชั่วคราว ปัจจุบันไทยและกัมพูชาเน้นย้ำว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และนำคณะผู้แทนจากต่างประเทศเข้าสังเกตการณ์พื้นที่ขัดแย้งและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์

ไทยจะส่งตัวทหารกัมพูชาตามหลักสากล สื่อออนไลน์กัมพูชาขอบคุณผู้นำสหรัฐฯ

สื่อต่างประเทศรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา โดยรายงานเมื่อ 30 กรกฎาคม 2568 กรณีไทยจะส่งคืนทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ให้กับกัมพูชา หลังจากการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายสากลเสร็จสิ้น ท่าทีดังกล่างของไทยมีขึ้นหลังจากรัฐบาลกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยส่งตัวทหารจำนวน 20 นาย ที่ไทยควบคุมตัวไว้หลังจากมีมาตรการหยุดยิง ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้หารือประเด็นนี้กับไทยแล้ว และจะเจรจากับไทยต่อไปเพื่อให้ไทยส่งกลับนายทหารอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว