สื่อต่างชาติรายงานการปะทะทางทหารระหว่างไทย-กัมพูชาลดลง

สื่อต่างชาติเมื่อ 20-21 ธันวาคม 2568 ลดการรายงานการปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาลดลง แต่ไปเน้นการรายงานความพยายามของฝ่ายที่ 3 นอกเหนือจากไทยและกัมพูชาที่เรียกร้องและกดดันให้ทั้งสองฝ่ายยุติความขัดแย้งระหว่างกัน โดยเห็นว่าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษที่จะมีขึ้นที่มาเลเซีย ใน 22 ธันวาคม 2568 จะมีการผลักดันให้มีการหารือเรื่องการหยุดยิงของทั้งสองประเทศ สื่อรายงานว่าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษ ดังกล่าวเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับแรงกดดันของมหาอำนาจทั้งสองประเทศ คือจีนและสหรัฐฯ ที่ออกมามีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งจีน มีท่าทีจากทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ และยังส่งผู้แทนพิเศษฝ่ายกิจการตะวันออกของจีนพบหารือกับไทย และกัมพูชา พร้อมกับยืนยันท่าทีของจีนในความพร้อมที่จะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของจีนในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจา ขณะที่สหรัฐฯ ก็มีท่าทีจากรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อ 20 ธันวาคม 2568 ที่เชื่อมั่นว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะสามารถหาทางออกในเรื่องการหยุดยิงได้ในสัปดาห์หน้า  และมีภารกิจสำคัญที่จะนำทั้งสองฝ่ายเข้าสู่การเจรจาให้ได้ นอกจากสื่อต่างประเทศรายงานประเด็นดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีท่าทีจากนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียซึ่งโพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อ 21 ธันวาคม 2568 ว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษจะเป็นไทยกับกัมพูชาเจรจากันได้อย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดระหว่างกัน และหาทางออกสู่สันติภาพอย่างยุติธรรมและยั่งยืน การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และการเกี่ยวพัน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ ความมั่นคงในภูมิภาค และความเป็นเอกภาพของอาเซียน สำหรับสื่อกัมพูชา นอกจากรายงานกรณีโฆษกของกัมพูชาประณามไทยกรณีกองทัพอากาศของ ใช้ F-16…

สื่อต่างชาติเน้นการรายงานการปฏิบัติการทางทหารของไทยมากกว่ากัมพูชา

สื่อต่างชาติเมื่อ 13-14 ธันวาคม 2568 สนใจรายงานการปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา แม้ไม่มากเท่ากับช่วงปะทะรอบ 2 กันใหม่ ๆ อย่างไรก็ดี หัวข้อข่าวที่สื่อต่างชาติจะเน้นการที่ไทยยังไม่หยุดโจมตีทางอากาศ และหยุดยิง หรือปฏิบัติการทางทหารอื่น ๆ แม้นายกรัฐมนตรีไทยได้พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทางโทรศัพท์ เมื่อคืนของ 12 ธันวาคม 2568 และประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ลงโซเชียลมีเดียว่า ทั้งไทยและกัมพูชาจะมีการหยุดยิง ขณะที่ฝ่ายนายกรัฐมนตรีไทยออกมาปฏิเสธการให้คำมั่นในประเด็นนี้ และโยนให้ฝ่ายกัมพูชาว่าจะต้องจริงจังในเรื่องนี้ ในมุมรายงานเกี่ยวกับกัมพูชา สื่อต่างชาติเน้นรายงานความสูญเสีย และการต้องปิดพรมแดนกับไทย เพราะไทยยังไม่ยุติการโจมตีไปยังชายแดนกัมพูชา ซึ่งรวมทั้งปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชาออกมายืนยันว่า เป็นเป้าหมายพลเรือน นอกจากนี้ สื่อต่างชาติยังรายงานมุมมองเชิงต้องการสันติภาพของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ออกมาแถลงเมื่อ 13 ธันวาคม 2568 ว่า พร้อมจะร่วมมือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่เสนอให้มีการหยุดยิง และให้มาเลเซียเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ สื่อยังเห็นว่าอาเซียนยังอาจไม่สามารถที่จะทำให้การปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชายุติลงง่าย ๆ แม้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเรียกประชุมอาเซียนสมัยพิเศษเร็ว ๆ นี้ หรือจะใช้ดาวเทียมของสหรัฐฯ เป็นหลักฐานเพื่อชี้ว่า ฝ่ายใดเริ่มปฏิบัติการทางทหารก่อน นอกจากนี้ การเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซียจะสิ้นสุดลงในสิ้นปี 2568 โดยมีฟิลิปปินส์เป็นประธานอาเซียนต่อ ซึ่งฟิลิปปินส์จะต้องใช้เวลาศึกษาเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาพอสมควร ซึ่งจะทำให้การเชื่อมต่อการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้ของฟิลิปปินส์ไม่สามารถทำได้ทันที สื่อยังพาดพิงการเมือง และประเด็นเศรษฐกิจของไทยว่า…

นรม.มาเลเซียหารือทางโทรศัพท์กับ นรม.ไทยและกัมพูชา

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 13 ธ.ค.68 ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์กับ นรม.อนุทิน ชาญวีรกูล ของไทย และ นรม.ฮุน มาเนต ของกัมพูชา ย้ำความกังวลของมาเลเซียต่อสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ความยับยั้งชั่งใจขั้นสูงสุด ยุติการเป็นปรปักษ์ทุกรูปแบบ และงดเว้นการดำเนินกิจกรรมทางทหาร เฉพาะอย่างยิ่งการใช้กำลังและการเคลื่อนกำลังพล ซึ่งมีผลตั้งแต่ 13 ธ.ค.68 เวลา 22.00 น. ตามเวลาไทย นรม.อันวาร์ ยังเรียกร้องให้มีการส่งทีมสังเกตการณ์อาเซียน (AOT) นำโดย ผบ.ทสส.มาเลเซีย ไปประจำการในพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ภาคพื้นดิน ควบคู่กับการติดตามสถานการณ์ผ่านดาวเทียม ซึ่งได้รีบการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ โดยจะนำเสนอผลจากการสังเกตการณ์ของทีม AOT ต่อที่ประชุม รมว.กต.อาเซียน ใน 16 ธ.ค.68

ประธานาธิบดีทรัมป์โทรศัพท์หารือ นรม.ไทย-กัมพูชา ประเด็นความขัดแย้งรอบใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยแพร่ข้อความผ่าน Truth social เมื่อ 13 ธ.ค.68 ว่า ได้โทรศัพท์หารือกับ นรม.อนุทิน ชาญวีรกูล ของไทยและนายฮุน มาเนต นรม.กัมพูชา ในประเด็นความขัดแย้งรอบใหม่บริเวณชายแดน  ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหยุดยิงในเย็นวันเดียวกันนี้  และจะกลับไปยึดแนวทางตามข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ ผลักดัน ด้วยความช่วยเหลือจากมาเลเซีย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังระบุถึง “เหตุระเบิด (Roadside bomb)” ที่ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ว่าเป็นอุบัติเหตุ  พร้อมกับกล่าวว่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทยและกัมพูชาจะดำเนินไปตามปกติจากการที่ทั้งสองประเทศพร้อมที่จะเข้าสู่หนทางสันติ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำงานร่วมกับผู้นำไทยและกัมพูชา

UNESCO เรียกร้องปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมจากเหตุปะทะกัมพูชา-ไทย

องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 10 ธ.ค.68 กังวลอย่างยิ่งต่อความตึงเครียดครั้งใหม่ระหว่างกัมพูชากับไทย ซึ่งรวมถึงบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร ที่เป็นมรดกโลกของ พร้อมกับเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมในทุกรูปแบบของภูมิภาคนี้ อย่างเร่งด่วน และเตือนให้ตระหนักถึงพันธกรณีและคำมั่นที่จะเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ 1) อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ.1954 ซึ่งกำหนดให้โบราณสถานต้องได้รับการคุ้มครองจากเหตุขัดแย้งทางอาวุธ และห้ามโจมตีหรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย และ 2) อนุสัญญามรดกโลก ค.ศ.1972 ว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก อีกทั้ง UNESCO จะยังคงติดตามสถานการณ์ต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่ามีการคุ้มครองอย่างเหมาะสม

มุมมองนักวิเคราะห์สื่อต่างประเทศต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

  นักวิเคราะห์ในต่างประเทศเริ่มประเมินสาเหตุและแนวโน้มสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ และบทบาทของกองทัพ สำหรับมุมมองที่น่าสนใจ เช่น สำนักข่าว BBC ประเมินว่าสาเหตุที่ทำให้ความตึงเครียดและความขัดแย้งในครั้งนี้ยืดเยื้อ รวมทั้งไม่สามารถยุติการใช้กำลังทหารระหว่างกันได้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีแนวทางการจัดการปัญหาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยฝ่ายไทยต้องการแก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี และไม่ต้องการให้นานาชาติเข้าไปแทรกแซงหรือมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาชายแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่กัมพูชา พยายามดึงนานาชาติ ทั้งมหาอำนาจและสมาชิกอาเซียน เข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขความตึงเครียดครั้งนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ของสำนักข่าว BBC ระบุว่าสาเหตุที่กัมพูชาใช้แนวทางดังกล่าวเพราะเชื่อว่าจะเพิ่มความได้เปรียบในการเจรจากับไทย เพราะกัมพูชามีอำนาจต่อรองน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม กองทัพกัมพูชาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องบริเวณพื้นที่พรมแดน สะท้อนว่ามีความมุ่งหมายและตั้งใจที่จะยั่วยุฝ่ายไทย การที่ไทยและกัมพูชามีมุมมองต่อแนวทางแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่มีความพร้อมที่จะปฏิบัติตามความตกลงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปร่วมผลักดันและเป็นพยานที่มาเลเซีย เมื่อตุลาคม 2568 สถานการณ์นี้อาจสะท้อนว่า บทบาทของผู้นำสหรัฐฯ ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ให้ข้อเสนอหรือสนับสนุนการทูตที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง พร้อมประเมินว่าหากมีความตกลงครั้งใหม่ที่ต่างประเทศเป็นผู้หลักดัน ก็มีโอกาสสูงมากที่จะไม่สำเร็จหรือค้ำประกันสันติภาพได้ระยะยาว ปัจจัยการเมืองภายในของกัมพูชามีผลต่อสถานการณ์และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะบทบาทของสมเด็จฯ ฮุนเซน ซึ่งแม้ว่าจะพยายามเผยแพร่ข้อมูลว่ากัมพูชาถูกประเทศเพื่อนบ้านข่มเหง แต่สมเด็จฮุนเซนฯ เป็นฝ่ายตั้งใจปล่อยข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลไทย และกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนชาวไทยสนับสนุนกองทัพไทยมากขึ้น สำนักข่าวต่างประเทศบางส่วนอ้างความคิดเห็นของนักวิชาการไทยในต่างประเทศ ที่เชื่อมโยงสถานการณ์ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา เข้ากับการเมืองไทย และสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความตึงเครียดยืดเยื้อ คือ ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศ…

สอท.สหรัฐฯ ประจำประเทศไทยแจ้งเตือนความปลอดภัยจากกรณีไทย-กัมพูชา

สอท.สหรัฐฯ ประจำประเทศไทยณ กรุงเทพฯ เผยแพร่ประกาศผ่านทางเว็บไซต์เมื่อ 8 ธ.ค.68 ว่า  สหรัฐฯ ได้ติดตามสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา  พบว่าทวีความรุนแรงมากขึ้น และใช้อาวุธตอบโต้กัน ส่งผลให้สถานการณ์มีความอ่อนไหว และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จึงเตือนให้ชาวอเมริกัน หลีกเลี่ยงการเดินทางในระยะ 50 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา และว่าสหรัฐฯ มีศักยภาพจำกัดในการให้การช่วยเหลือในสภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ดังกล่าว  ชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่หรือเดินทางใกล้พื้นที่ได้รับผลกระทบ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานความมั่นคงของไทย ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงกำหนดให้สถานะความปลอดภัยในการเดินทางมาไทยอยู่ในระดับ 2 (level 2 – Exercise increased caution) เช่นเดิม

ความเสียหาย รวมทั้งท่าทีสหรัฐฯ จีนต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เมื่อ 9-10 ธันวาคม 2568 เน้นท่าทีของรัฐบาลต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ และสาเหตุของการปะทะครั้งนี้ สื่อยังให้ความสนใจท่าทีของผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ ฝ่ายไทย คือ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา คือ สมเด็จฯ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภา ประธานพรรคประชาชนกัมพูชา (พรรครัฐบาล) และอดีตผู้นำประเทศ  ต่างฝ่ายต่างย้ำว่าจำเป็นต้องปฏิบัติการทางทหารเพื่อป้องกันความปลอดภัยของประชาชนและกำจัดภัยคุกคามของชาติ จากข้อสังเกตการรายงานของสื่อต่างประเทศ พบว่าฝ่ายกัมพูชาเน้นการเปิดเผยข้อมูลความสูญเสีย มีพลเรือนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากจากการปฏิบัติการทางทหารของไทย ขณะที่ฝ่ายไทยรายงานว่า มีทหารเสียชีวิต 4 นาย และได้รับบาดเจ็บ 68 ราย ปัจจุบันต่างประเทศมีข้อมูลว่า ฝ่ายไทยอพยพประชาชนมากกว่า 400,000 คน และมีศูนย์พักพิงชั่วคราวมากกว่า 500 แห่งในพื้นที่ 4 จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาอพยพประชาชนประมาณ 55,000 คน ส่วนประเด็นความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางไปไทยและกัมพูชาจำนวนมากในช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ สื่อยุโรปรายงานเกี่ยวกับเหตุปะทะเกิดขึ้นบริเวณพรมแดน รวมทั้งให้ระมัดระวังการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของชาวยุโรป ซึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงด้วย เช่น เกาะช้าง เกาะหมาก…

เลขาธิการ UN กังวลการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา

นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการ UN แถลงผ่านแอปพลิเคชัน X เมื่อ 9 ธ.ค.68 กังวลต่อการปะทะกันด้วยอาวุธครั้งใหม่ระหว่างกัมพูชากับไทย โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการยกระดับสถานการณ์ และกลับมายึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง รวมทั้งใช้กลไกการเจรจาทั้งหมด เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่ยั่งยืนผ่านวิถีทางที่สันติ ทั้งนี้ UN พร้อมสนับสนุนความพยายามทุกประการที่มุ่งส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาในภูมิภาค

สอท.ญี่ปุ่น ณ กรุงเทพฯ แจ้งเตือนการปะทะทางทหารบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

สอท.ญี่ปุ่น ณ กรุงเทพฯ ออกประกาศเมื่อ 8 ธ.ค.68 เรื่อง แจ้งเตือนการปะทะทางทหารบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ฉบับที่ 7)  นอกจากนี้ ขอให้ชาวญี่ปุ่นปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางการอย่างเคร่งครัด ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดในพื้นที่ชายแดนดังกล่าว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลญี่ปุ่นปรับเพิ่มการแจ้งเตือนความเสี่ยงการเดินทางไปไทยเป็นระดับ 3 สำหรับพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ จ.อุบลราชธานี จ.สระแก้ว จ.จันทบุรี และ จ.ตราด ในรัศมี 50 กม. จากชายแดนกัมพูชา นับแต่ไทยและกัมพูชาเริ่มสู้รบเมื่อ ก.ค.68 ซึ่งการแจ้งเตือนดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน  ในกรณีฉุกเฉิน ให้ติดต่อฝ่ายกงสุล สอท.ญี่ปุ่น ณ กรุงเทพฯ