ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาขยายตัวสู่โลกออนไลน์

เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความระบุว่า สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแนวรบของข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง แต่การโจมตีทางออนไลน์ที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังของทั้งสองประเทศนั้นยุติได้ยาก และจะทิ้งบาดแผลไปยาวนาน ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่รุนแรงขึ้น โดยการเคลื่อนไหวทางออนไลน์เพิ่มขึ้นทันที หลังจากเกิดการปะทะกันทางทหาร ทั้ง Facebook TikTok X Telegram Truth Social รวมถึงในเกม Roblox การใช้แฮชแท็ก การใช้ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง จนถึงขั้นกล่าวหาว่าอีกฝ่ายฆ่าคนของตนเอง โดยมีการสร้างเนื้อหาภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับต่างประเทศ ตลอดจนความพยายามแก้ไขแผนที่ชายแดนบน Google Maps นอกจากนี้ ยังมีการสร้างบัญชีปลอม สร้างข่าวปลอม การโจมตีทางไซเบอร์ของกลุ่มแฮ็กเกอร์จากทั้งสองประเทศ

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาสะท้อนการยกระดับการใช้อาวุธ

สนข.ABC ของออสเตรเลีย เผยแพร่บทความระบุ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงการแพร่กระจายของอาวุธทั่วโลกในเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างใช้อาวุธระดับสูงจากหลายประเทศ โดยไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 โดรน ยานเกราะ Stryker และเครื่องบินรบ Gripen ซึ่งไทยมีทั้งงบประมาณด้านกลาโหมและกำลังพลมากกว่ากัมพูชา ขณะที่กัมพูชาเร่งปรับปรุงกองทัพอย่างรวดเร็วโดยการกระชับความสัมพันธ์กับจีน กัมพูชาใช้ระบบจรวดหลายลำกล้องแบบ PHL-81 ของจีน และระบบอาวุธอื่น ๆ  นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระเบิดคลัสเตอร์ และการใช้จรวดแบบไม่มีระบบนำวิถีในพื้นที่ที่มีพลเรือนหนาแน่น ซึ่งถูกวิพากวิจารณ์อย่างมาก ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า ระดับของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เห็นจากทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเป็นระบบอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อสงครามที่มีความขัดแย้งในระดับสูง และแสดงความกังวลว่า การใช้อาวุธพิสัยไกลจะทำให้สถานการณ์อันตรายยิ่งขึ้น และอาจยกระดับความรุนแรงในอนาคต

มาเลเซียเตรียมการประชุม GBC ไทย–กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

ดาโต๊ะ ซรี โมฮัมหมัด คาลิด โนร์ดิน รมว.กห.มาเลเซีย เปิดเผยว่าจะติดต่อไปยัง รมว.กห.กัมพูชา และ รมว.กห.ไทย ผ่านระบบ Zoom ใน 2 ส.ค.68 เพื่อหารือผลการจัดเตรียมการประชุมคณะกรรมการเขตแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ห้วง 4–7 ส.ค.68 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตามคำร้องขอของไทยที่ต้องการสถานที่ที่เป็นกลาง หลังจากเดิมที่นกรุงพนมเปญ

เกาหลีเหนือเห็นด้วยกับบทบาทของอาเซียนในการแก้ไขความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

สนข.KCNA ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานเมื่อ 2 ส.ค.68 อ้างถ้อยแถลงของโฆษก กต.เกาหลีเหนือว่า ไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงสำเร็จเมื่อ 28 ก.ค.68 ผ่านกลไกเจรจาและแนวทางการทูตภายใต้บริบทของอาเซียนในการจัดการปัญหาในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.อย่างสันติ โดยมีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเกาหลีเหนือหวังให้ประเทศเอเชีย ตอ.ต.จัดการความขัดแย้ง สร้างความไว้วางใจ และส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี เพื่อพัฒนาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

มาเลเซียเสนอตั้งคณะสังเกตการณ์อาเซียนเพื่อแก้ปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

พลเอก Nizam Jaffar ผบ.ทสส.มาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 1 ส.ค.68 ว่า มาเลเซียเสนอให้จัดตั้งคณะสังเกตการณ์อาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชา โดยคณะฯ จะประกอบด้วยผู้แทนจากกองทัพประเทศอาเซียน 33 นาย ซึ่งจะตั้งฐานปฏิบัติภารกิจอยู่ในเขตไทยและกัมพูชา ทั้งหมด 4 จุด จุดละ 7 นาย และอีก 5 นาย จะประจำที่ฐานบัญชาการหลัก นอกจากนี้ มาเลเซียเสนอจัดตั้งคณะสังเกตการณ์ชั่วคราว นำโดยผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย พร้อมด้วยผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศอาเซียนประจำกรุงเทพฯ และกรุงพนมเปญ กัมพูชา โดย ผบ.ทสส.มาเลเซีย เชื่อมั่นว่า แนวทางดังกล่าวจะทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นร่วมมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาลดระดับ แต่เพิ่มการต่อสู้กันในเวทีระหว่างประเทศ

สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หลังจากมีการปะทะกันเมื่อ 24-28 กรกฎาคม 2568 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย รวมทั้งมีประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพรมแดนต้องอพยพออกจากพื้นที่และรอความช่วยเหลือในค่ายพักพิงชั่วคราว ปัจจุบันไทยและกัมพูชาเน้นย้ำว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และนำคณะผู้แทนจากต่างประเทศเข้าสังเกตการณ์พื้นที่ขัดแย้งและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์

ไทยจะส่งตัวทหารกัมพูชาตามหลักสากล สื่อออนไลน์กัมพูชาขอบคุณผู้นำสหรัฐฯ

สื่อต่างประเทศรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา โดยรายงานเมื่อ 30 กรกฎาคม 2568 กรณีไทยจะส่งคืนทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ให้กับกัมพูชา หลังจากการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายสากลเสร็จสิ้น ท่าทีดังกล่างของไทยมีขึ้นหลังจากรัฐบาลกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยส่งตัวทหารจำนวน 20 นาย ที่ไทยควบคุมตัวไว้หลังจากมีมาตรการหยุดยิง ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้หารือประเด็นนี้กับไทยแล้ว และจะเจรจากับไทยต่อไปเพื่อให้ไทยส่งกลับนายทหารอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว

สื่อต่างประเทศรายงานกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง สถานการณ์ในพื้นที่ยังตึงเครียด

สื่อต่างประเทศติดตามความคืบหน้าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยเมื่อ 30 กรกฎาคม 2568 รายงานว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทำให้บรรยากาศด้านความปลอดภัยในพื้นที่ขัดแย้งยังไม่แน่นอน แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงจะยังมีผลบังคับใช้อยู่ ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศอ้างรายงานของกองทัพและรัฐบาลไทยที่ระบุว่า กัมพูชายิงโจมตีในหลายพื้นที่ในช่วงเช้าของ 29 กรกฎาคม 2568 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งในพื้นที่ภูมะเขือจ.ศรีสะเกษ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายเคยปะทะกันอย่างรุนแรง

UN แสดงความยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา

นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) แถลงผ่าน X เมื่อวันที่ 29 ก.ค.68 ยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเห็นว่าเป็นพัฒนาการที่ดีในการยุติสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและลดความตึงเครียดบริเวณชายแดน พร้อมย้ำว่า UN พร้อมให้การสนับสนุนทุกความพยายามที่มุ่งส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

จีนยินดีต่อความพยายามคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

นายกัว เจียคุน โฆษก กต.จีน ตอบคำถามสื่อเมื่อ 28 ก.ค.68 กรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า จีนเสียใจอย่างยิ่งต่อความสูญเสียที่เกิดจากความขัดแย้งดังกล่าว โดยคาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะกระทำการเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในประเทศ ยึดมั่นในสันติภาพและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี รวมทั้งยับยั้งชั่งใจ ยุติความขัดแย้งโดยเร็วที่สุด และฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพบริเวณชายแดนผ่านการเจรจาและปรึกษาหารือ จีนชื่นชมอาเซียนที่ผลักดันการหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย และยินดีกับการคลี่คลายความตึงเครียด โดยจีนที่ยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและเป็นธรรม จะยังรักษาการติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับไทยและกัมพูชา ส่งเสริมสันติภาพและอำนวยความสะดวกในการเจรจา และแสดงบทบาทเชิงสร้างสร้างเพื่อส่งเสริมการหยุดยิงและยุติความขัดแย้ง