สงครามไซเบอร์ระหว่างไทย–กัมพูชาเป็นความท้าทายต่ออาเซียน 

เว็บไซต์ Fulcrum ของสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak ในสิงคโปร์ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีกลุ่มแฮกเกอร์ทั้งของไทยและกัมพูชาโจมตีทางไซเบอร์ต่ออีกฝ่ายโดยมุ่งเป้าหมายหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของรัฐจึงทำให้การหาผู้รับผิดชอบซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่กฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการควบคุมพฤติกรรมทางไซเบอร์ทั้งโดยรัฐและตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ด้านกรอบปฏิบัติของอาเซียน เช่น ASEAN Checklist on Cyberspace Norms ยังขาดกลไกตรวจสอบและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม อาเซียนสามารถใช้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ระดับภูมิภาคของอาเซียน (ASEAN CERT) เพื่อสร้างแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทของภูมิภาค และเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ไทยรับแรงงานจากศรีลังกา หลังแรงงานกัมพูชาทยอยกลับประเทศ

แรงงานศรีลังกาจะช่วยบรรเทาการขาดแคลนแรงงานที่ปัจจุบันภาคแรงงานของไทยกำลังเกิดภาวะตึงตัว และเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานฉับพลัน กระทรวงแรงงานไทยระบุว่าภาวะขาดแคลนแรงงานเป็นผลจากความไม่สงบในเมียนมา และความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลทำให้มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาบางส่วน จำนวน 22,546 คน  เดินทางกลับประเทศต้นทาง และยังมีทยอยเดินทางกลับต่อเนื่อง แต่หากประเมินจากแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในไทยทั้งที่ลงทะเบียนและไม่ได้ลงทะเบียนคาดว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้แรงงานกัมพูชากว่า   400,000 คน ซึ่งคิดเป็นประมาณกว่าร้อยละ 10 ของแรงงานต่างด้าว ต้องเดินทางกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันต่อหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย  เฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรกรรม สวนผลไม้ ก่อสร้าง และการผลิตอื่น ๆ ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเป็นหลัก ส่วนในประเทศ กระทรวงแรงงานไทยระบุว่ายังมีแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 98,548 คน  ลาว จำนวน 91,489 คน เมียนมา จำนวน 194,441 คน  และเวียดนาม จำนวน 3,573 คน รวมทั้งหมด ประมาณ 388,051 คน ที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ 19 สิงหาคม 2568 ดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวขาดแคลน เช่น…

ไมเคิล บี.อัลฟาโร : จุดกระแสย้อนรอยการใช้ล็อบบี้ยิสต์ของกัมพูชา

ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมายของสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ นิยมใช้บริษัทล็อบบี้ เพื่อเข้าถึง และโน้มน้าวรัฐและฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ เช่น ใช้บริษัทล็อบบี้เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯ ให้สิทธิทางภาษีแก่ประเทศของตน เช่นเดียวกับบริษัทล็อบบี้ของสหรัฐฯ ก็ต้องหาลูกค้าจากประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน บริษัทล็อบบี้ส่วนใหญ่อยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และเรียกย่านที่ตั้งบริษัทล็อบบี้ว่า K Street และบริษัทล็อบบี้ที่จะได้รับความนิยม ต้องมีทีมงานที่เคยเป็นคนวงในของรัฐบาล หรือในสภาผู้แทนฯ หรือวุฒิสภา เพื่อจะได้รู้เส้นทางการติดต่อกับฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ นายไมเคิล บี.อัลฟาโร ก็เป็นล็อบบี้ยิสต์ ได้ก่อตั้งบริษัทชื่อ Capitol Hill & Friends ไม่ใช่ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตามที่มีการกล่าวอ้าง นายอัลฟาโร เปิดเผยวิดีโอตนเองทางออนไลน์เมื่อ 16 สิงหาคม 2568  สนับสนุนกัมพูชา และกล่าวหาไทยว่าบุกรุกดินแดนกัมพูชา จากกรณีขัดแย้งและปะทะทางทหารระหว่างกันเมื่อช่วงกรกฎาคม 2568 ส่วนการถ่ายรูปกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็เป็นช่วงการระดมทุนหาเสียง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายไมเคิล บี.อัลฟาโร ไม่ใช่ล็อบบี้ยิสต์ที่กัมพูชาใช้บริการเป็นรายแรก กัมพูชาเคยใช้ล็อบบี้ยิสต์เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่คว่ำบาตรรัฐบาลกัมพูชาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รวมทั้งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อดันตัวเองให้อยู่ในสายตาสหรัฐฯ และมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ หลังกัมพูชาเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี…

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชากับสงครามเรื่องเล่า (Narrative Warfare)

สงครามดั้งเดิมมีสิ่งชี้ขาดชัยชนะ คือ อาวุธ หรือความสามารถทางการทูต แต่ความเป็นจริงที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นทุกวัน ก็คือในยุคสมัยของสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ที่ทั้งการใช้อาวุธที่เป็นสงครามแบบดั้งเดิม ควบคู่ไปกับสงครามรูปแบบใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์ และสงครามข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น  นอกจากนี้ มีแนวรบอีกด้านที่กำลังโดดเด่น คือ แนวรบของเรื่องเล่า ซึ่งเป็นแนวรบที่ฝ่ายตรงข้ามมุ่งหมายใช้เป็นอาวุธหลักเพื่อให้ได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ต้องใช้กำลัง ในสงครามไทย-กัมพูชาในปี 2568 ครั้งนี้ แตกต่างเมื่อปี 2554 เพราะครั้งนี้ นอกจากแนวรบดั้งเดิมที่ตัดสินกันด้วยอาวุธ ยังมีอีกแนวรบหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงมาก และเป็นห่วงกันมากว่าไทยดูจะเสียเชิงฝ่ายตรงข้าม และถูกวิจารณ์ว่าเป็นฝ่ายเดินตามหลังคู่ขัดแย้ง นั่นคือ “สงครามเรื่องเล่า” หรือ Narrative Warfare ซึ่งเป็นแนวรบสำคัญที่ไทยยังตั้งรับยังไม่ทัน ได้แต่เพียงตามแก้ในสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามเปิดเกมรุก สงครามเรื่องเล่า เป็นแนวคิดทางการทหารและการทูตที่ได้รับการพูดถึงจริงจังในแวดวงความมั่นคงศึกษาทั่วโลกมานาน แต่ดูจะยังเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทยที่กำลังรอผลของการนำมาใช้ เฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนใต้ แนวรบสงครามเรื่องเล่าคือ การประกอบสร้าง ปรับแต่ง และเผยแพร่เรื่องเล่า (narrative) อย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อชี้นำการรับรู้ของผู้คนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเป้าหมายเพื่อควบคุมความหมายของเหตุการณ์ หรือกำหนดทิศทางการรับรู้ของสาธารณชน พูดอีกอย่างคือ สมรภูมินี้ คือการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจในการให้ความหมาย เป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจในการเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือ “ความจริง”…

เศรษฐกิจชายแดนยังคงได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

บรรยายกาศเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนฝั่งกัมพูชาในพื้นที่ จ.สุรินทร์ สระแก้ว และอุบลราชธานี ยังคงซบเซาหนัก ร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงปิดกิจการและไม่มีผู้มาจับจ่ายใช้สอย นักท่องเที่ยวต่างยกเลิกการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว และมีการยกเลิกงานอีเวนต์ต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างขาดรายได้อย่างหนัก และผู้ประกอบการบางรายเริ่มแบกรับปัญหาขาดรายได้ไม่ไหวจนทยอยปิดกิจการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ยังคงปรากฏ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ถึงแม้จะมีการผ่อนผันให้ชาวกัมพูชาที่มีวีซ่าทำงานสามารถอยู่ในไทยต่อได้อีก 6 เดือน แต่ชาวกัมพูชายังคงเลือกเดินทางกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง และแม้ผู้ประกอบการจะหาแรงงานไทยหรือชาติอื่นมาทดแทน แต่ต้องเผชิญปัญหาแรงงานทดแทนไม่มีทักษะความสามารถที่เทียบเท่าแรงงานชาวกัมพูชา ซึ่งทำให้ธุรกิจบางอย่างต้องหยุดชะงักลง เช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาทำให้กองทัพมีอำนาจมากขึ้น

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ DW ของเยอรมนี เผยแพร่บทความระบุว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้กองทัพมีอำนาจมากขึ้น ในขณะที่รัฐบาลพลเรือนอ่อนแอลง โดยไทยเกิดการรัฐประหารมาแล้วอย่างน้อย 12 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2474 และกองทัพได้เข้ามามีบทบาทสำคัญทางการเมืองมายาวนาน แม้การรัฐประหารครั้งใหม่อาจไม่ได้ใกล้เข้ามาในขณะนี้ แต่กองทัพกำลังขยายอิทธิพลมากขึ้นหลังจากการปะทะกันตามแนวชายแดนครั้งล่าสุด ซึ่งทำให้กองทัพมีอิสระอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติการ ขณะที่การควบคุมจากพลเรือนมีน้อย โดยหลังจากการรั่วไหลของคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม./รมว.วธ. กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ทำให้รัฐบาลอ่อนแอลง ขณะที่อนาคตของรัฐบาลขึ้นอยู่กับคำตัดสินของศาลทั้งคดีของ น.ส.แพทองธาร และนายทักษิณ ชินวัตร อดีต นรม. ซึ่งการล่มสลายทางการเมืองของตระกูลชินวัตรและพรรค พท. จะทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมและกองทัพแข็งแกร่งขึ้น

กระแสเรียกร้องการเยียวยาเจ้าหน้าที่ จชต. ให้เท่าเทียมกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

จากกรณีที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบการเยียวยาผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะได้รับเงินเยียวยาคนละ 10 ล้านบาท และประชาชนได้รับคนละ 8 ล้านบาทนั้น พบกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาการเยียวยาเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ จชต.อย่างเท่าเทียมเช่นกันด้วย โดยมี จ.ส.ต.วรวิทย์ ณะรัตตะ (จ่าปืน EOD) ผบ.หมู่ ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด จ.นราธิวาส ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่จนสูญเสียขาทั้งสองข้าง ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะตัดพ้อและเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเยียวยาเจ้าหน้าที่ใน จชต.มากขึ้น เนื่องจากเผชิญกับความเสี่ยงและความสูญเสียต่อชีวิตไม่ต่างกัน แต่กลับไม่ได้รับสิทธิประโยชน์หรือการเยียวยาในระดับเดียวกับกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา และพบเจ้าหน้าที่ จชต.อื่น ๆ ออกมาแสดงการสนับสนุนด้วย ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและความเห็นใจจากประชาชน ซึ่งมองว่าเจ้าหน้าที่ทุกพื้นที่ล้วนเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย จึงควรได้รับการดูแลและเยียวยาอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติหรือแบ่งแยกตามพื้นที่ปฏิบัติการ

กัมพูชาแพ้ไทยในสงครามข้อมูลข่าวสาร

นิตยสาร The Diplomat ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความของนาย Jay Sophalkalyan ผู้สื่อข่าวชาวกัมพูชา ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทยรอบล่าสุดทำให้แนวคิดชาตินิยมขยายตัวไปสู่โลกออนไลน์ โดยอินฟลูเอนเซอร์ในกัมพูชาต่างทำคอนเทนต์เพื่อสื่อสารว่า สื่อต่างประเทศเสนอข่าวเข้าข้างไทยมากกว่ากัมพูชา เพราะไทยเป็นประเทศใหญ่กว่า มีเครือข่ายมากกว่า แต่ผู้เขียนบทความเห็นว่าสาเหตุเป็นเพราะกัมพูชาไม่มีความเป็นอิสระของสื่อ สื่อไทยค่อนข้างหลากหลาย แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่ยังมีการรายงานเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะในสื่อภาษาอังกฤษและสื่อออนไลน์ โดยกรุงเทพฯ ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานตัวแทนสื่อต่างประเทศที่สำคัญทั่วโลก ขณะที่กัมพูชาแม้จะมีการเลือกตั้งเป็นระยะแต่รัฐบาลพรรคเดียวครองอำนาจ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการทำลายสื่ออิสระ นักข่าวที่พยายามเปิดโปงความจริง เช่น การทุจริต การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ มักเผชิญกับการคุกคามหรือต้องติดคุก จึงเป็นสาเหตุที่ไม่ค่อยมีรายงานข่าวจากมุมมองของกัมพูชา และกัมพูชาไม่มีทางชนะสงครามข้อมูลข่าวสารด้วยการแจกสคริปต์ชุดเดียวกันให้อินฟลูเอนเซอร์ โดยที่ไม่มีการตรวจสอบจากบุคคลที่สามหรือสื่ออิสระ จึงไม่สามารถเรียกร้องให้โลกฟังเสียงของกัมพูชาได้

วิกฤตไทย–กัมพูชาสะท้อนบทบาทกองทัพท่ามกลางสุญญากาศทางการเมือง

  เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความระบุ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าศูนย์กลางอำนาจของไทยอยู่ที่กองทัพ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่มีความไม่มั่นคง โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม.อยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ นรม.ตามคำสั่งศาล และอาจถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งเช่นเดียวกับนายเศรษฐา ทวีสิน อดีต นรม. พร้อมอ้างความเห็นนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า กองทัพเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของไทยในการเจรจาหยุดยิง อีกทั้งกองทัพยังเป็นผู้ควบคุมการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้กองทัพใช้อำนาจเชิงยุทธศาสตร์