บทบาทของกัมพูชาในการประชุม SCO ที่จีน

  สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เข้าร่วมประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization–SCO ) ที่เมืองเทียนจิน จีน ระหว่าง 31 สิงหาคม-1 กันยายน 2568 ในฐานะประเทศหุ้นส่วนการเจรจา (dialogue partner) เช่นเดียวกับผู้นำเมียนมา ผลลัพธ์ที่กัมพูชาได้ มีทั้งบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งนายอันโตนิโอ กูเตียร์เรซ เลขาธิการสหประชาชาติชื่นชมการเข้าเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศของกัมพูชา พร้อมกับจะติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และสนับสนุนความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศให้กลับไปสู่ระดับปกติ กัมพูชาจะได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากจีน จำนวน 20 ล้านหยวน หรือประมาณ 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการที่สมเด็จฯ ฮุน มาแนต เข้าพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นอกรอบการประชุม SCO  ซึ่งจีนให้กัมพูชานำเงินดังกล่าวไปช่วยฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากที่ขัดแย้งทางทหารบริเวณชายแดนกับไทย พร้อมให้คำมั่นกับสมเด็จฯ ฮุน มาแนต ว่าจะคงการส่งเสริมความร่วมมือกับกัมพูชาระดับเพชร (Diamond Cooperation) ความริเริ่มเส้นทางสายอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี (Industrial and Technological Corridor) และเส้นทางสายปลาและข้าว…

กัมพูชาต้อนรับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 2 ประเทศในช่วง 3 เดือน

  ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กัมพูชาต้อนรับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 2 ประเทศ ได้แก่ นายกรัฐมนตรีลอเรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์เมื่อ 2 กรกฎาคม 2568  และในต้นกันยายน 2568 ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์จะเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักที่กัมพูชาได้รับจากการเยือนของผู้นำสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ก็เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัน  ขณะที่ความสัมพันธ์ก็จะใกล้ชิดมากขึ้น เพราะเป็นการเยือนครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 60 ปี ระหว่างกัมพูชา-สิงคโปร์ และครบรอบ 68 ปี ระหว่างกัมพูชา-ฟิลิปปินส์ ในการเยือนกัมพูชา นายกรัฐมนตรีหว่องให้ความสำคัญกับกัมพูชา จากการเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญ รวมทั้งกัมพูชายังเป็นประเทศแรกที่รับรองสิงคโปร์ที่ประกาศเอกราช ปี 2508 นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเป็นทั้งคู่ค้า และผู้ลงทุนรายใหญ่ในกัมพูชา  ชาวกัมพูชาจำนวน 19,000 คน ได้เข้าร่วมโครงการฝึกความรู้ด้านสาธารณสุข และการใช้ดิจิทัลของสิงคโปร์ด้วย พร้อมกับให้การสนับสนุนยุทธศาสตร์ของกัมพูชาในการที่จะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2593 ใน 7-9 กันยายน 2568  ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์…

ปัญหาทุ่นระเบิดเป็นอุปสรรคสำคัญต่อสันติภาพไทย-กัมพูชา

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ DW ของเยอรมนี รายงานระบุว่า แม้ไทยและกัมพูชาจะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่เรื่องทุ่นระเบิดยังคงเป็นประเด็นหลักที่สร้างความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ โดยไทยกล่าวหาว่ากัมพูชายังคงวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บแล้วหลายนาย ด้านประชาชนในพื้นที่ชายแดนยังกังวล เนื่องจากอันตรายจากทุ่นระเบิดทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ขณะที่กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของไทยเรื่องการวางทุ่นระเบิดใหม่ ด้านนักวิชาการมองว่าปัญหาทุ่นระเบิดเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามสร้างสันติภาพ ข้อเท็จจริงที่ทหารไทยยังคงได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดหลังจากการหยุดยิงเป็นสัญญาณถึงความไม่จริงใจจากฝ่ายกัมพูชา และทุ่นระเบิดที่เหมือนอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทำให้ข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าและเสื่อมสภาพแล้วนั้นอ่อนแอลง ขณะที่การบาดเจ็บของทหารไทยครั้งใหม่ยิ่งทำให้เกิดความไม่พอใจในประเทศ และสร้างแรงกดดันให้กองทัพต้องตอบโต้

สถานีบริการน้ำมัน 35 แห่งในกัมพูชายุติสัญญาดำเนินการกับบริษัท ปตท.

นสพ.Khmer Times รายงานเมื่อ 29 ส.ค.68 อ้างโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายเตีย สยาม (Tea Siam) เมื่อ 28 ส.ค.68 ว่า สถานีบริการน้ำมัน 35 แห่ง จาก 200 แห่ง ที่ดำเนินการภายใต้ชื่อ ปตท. (PTT) ได้ยุติสัญญากับบริษัท ปตท. (เอกชนไทย) แล้ว และจะดำเนินการภายใต้ชื่อ PEACE Petroleum Cambodia (PPC) พร้อมว่า ตนได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น (นัยถึงความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย) จึงยุติสัญญากับบริษัทเดิม และอยู่ระหว่างเตรียมการนำเข้าน้ำมันใหม่จากบริษัทของสหรัฐฯ ภายใต้ชื่อบริษัท PEACE Petroleum Cambodia ทั้งนี้ นายเตีย สยาม ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และระบบบริการสถานีบริการน้ำมันต้องใช้เวลา แต่จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศใหม่เพื่อความภาคภูมิใจของชาวกัมพูชา

กัมพูชามุ่งแสดงออกว่าความสัมพันธ์กับจีนยังคงแนบแน่น

กัมพูชาพยายามแสดงออกว่าความสัมพันธ์กับจีนยังแน่นแฟ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการแลกเปลี่ยนการเยือน การพบหารือในเวทีระหว่างประเทศ การให้สัมภาษณ์ของผู้นำ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองประเทศ และล่าสุด สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ได้เขียนบทความเรื่อง “The prospects for Cambodia-China cooperation” ลง หนังสือพิมพ์ China Daily เมื่อ 22 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยาวนานระหว่างกัมพูชากับจีน บนพื้นฐานความไว้วางใจทางการเมือง และการเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงวิสัยทัศน์การเป็นประชาคมกัมพูชา-จีน ที่มีอนาคตร่วมกัน บทความกล่าวย้ำจุดยืนการสนับสนุนนโยบายจีนเดียว ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน ฮ่องกง ทิเบต และซินเจียง เป็นปัญหาภายในของจีน ส่วนจีนยืนยันสนับสนุนกัมพูชาดำเนินเส้นทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยทั้งสองฝ่ายรักษาความร่วมมือที่ใกล้ชิดและเป็นประโยชน์ร่วมกันในด้านต่าง ๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การค้า-การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา พลังงาน การป้องกันประเทศและความมั่นคง รวมถึงสนับสนุนกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ที่จีนริเริ่ม ได้แก่ BRI ข้อริเริ่มด้านการพัฒนาระดับโลก (Global Development Initiative GDI)…

สงครามไซเบอร์ระหว่างไทย–กัมพูชาเป็นความท้าทายต่ออาเซียน 

เว็บไซต์ Fulcrum ของสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak ในสิงคโปร์ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีกลุ่มแฮกเกอร์ทั้งของไทยและกัมพูชาโจมตีทางไซเบอร์ต่ออีกฝ่ายโดยมุ่งเป้าหมายหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของรัฐจึงทำให้การหาผู้รับผิดชอบซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่กฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการควบคุมพฤติกรรมทางไซเบอร์ทั้งโดยรัฐและตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ด้านกรอบปฏิบัติของอาเซียน เช่น ASEAN Checklist on Cyberspace Norms ยังขาดกลไกตรวจสอบและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม อาเซียนสามารถใช้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ระดับภูมิภาคของอาเซียน (ASEAN CERT) เพื่อสร้างแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทของภูมิภาค และเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ไทยรับแรงงานจากศรีลังกา หลังแรงงานกัมพูชาทยอยกลับประเทศ

แรงงานศรีลังกาจะช่วยบรรเทาการขาดแคลนแรงงานที่ปัจจุบันภาคแรงงานของไทยกำลังเกิดภาวะตึงตัว และเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานฉับพลัน กระทรวงแรงงานไทยระบุว่าภาวะขาดแคลนแรงงานเป็นผลจากความไม่สงบในเมียนมา และความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลทำให้มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาบางส่วน จำนวน 22,546 คน  เดินทางกลับประเทศต้นทาง และยังมีทยอยเดินทางกลับต่อเนื่อง แต่หากประเมินจากแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในไทยทั้งที่ลงทะเบียนและไม่ได้ลงทะเบียนคาดว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้แรงงานกัมพูชากว่า   400,000 คน ซึ่งคิดเป็นประมาณกว่าร้อยละ 10 ของแรงงานต่างด้าว ต้องเดินทางกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันต่อหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย  เฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรกรรม สวนผลไม้ ก่อสร้าง และการผลิตอื่น ๆ ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเป็นหลัก ส่วนในประเทศ กระทรวงแรงงานไทยระบุว่ายังมีแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 98,548 คน  ลาว จำนวน 91,489 คน เมียนมา จำนวน 194,441 คน  และเวียดนาม จำนวน 3,573 คน รวมทั้งหมด ประมาณ 388,051 คน ที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ 19 สิงหาคม 2568 ดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวขาดแคลน เช่น…

ไมเคิล บี.อัลฟาโร : จุดกระแสย้อนรอยการใช้ล็อบบี้ยิสต์ของกัมพูชา

ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมายของสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ นิยมใช้บริษัทล็อบบี้ เพื่อเข้าถึง และโน้มน้าวรัฐและฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ เช่น ใช้บริษัทล็อบบี้เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯ ให้สิทธิทางภาษีแก่ประเทศของตน เช่นเดียวกับบริษัทล็อบบี้ของสหรัฐฯ ก็ต้องหาลูกค้าจากประเทศต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน บริษัทล็อบบี้ส่วนใหญ่อยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และเรียกย่านที่ตั้งบริษัทล็อบบี้ว่า K Street และบริษัทล็อบบี้ที่จะได้รับความนิยม ต้องมีทีมงานที่เคยเป็นคนวงในของรัฐบาล หรือในสภาผู้แทนฯ หรือวุฒิสภา เพื่อจะได้รู้เส้นทางการติดต่อกับฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ นายไมเคิล บี.อัลฟาโร ก็เป็นล็อบบี้ยิสต์ ได้ก่อตั้งบริษัทชื่อ Capitol Hill & Friends ไม่ใช่ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตามที่มีการกล่าวอ้าง นายอัลฟาโร เปิดเผยวิดีโอตนเองทางออนไลน์เมื่อ 16 สิงหาคม 2568  สนับสนุนกัมพูชา และกล่าวหาไทยว่าบุกรุกดินแดนกัมพูชา จากกรณีขัดแย้งและปะทะทางทหารระหว่างกันเมื่อช่วงกรกฎาคม 2568 ส่วนการถ่ายรูปกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็เป็นช่วงการระดมทุนหาเสียง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายไมเคิล บี.อัลฟาโร ไม่ใช่ล็อบบี้ยิสต์ที่กัมพูชาใช้บริการเป็นรายแรก กัมพูชาเคยใช้ล็อบบี้ยิสต์เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่คว่ำบาตรรัฐบาลกัมพูชาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รวมทั้งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อดันตัวเองให้อยู่ในสายตาสหรัฐฯ และมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ หลังกัมพูชาเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี…

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชากับสงครามเรื่องเล่า (Narrative Warfare)

สงครามดั้งเดิมมีสิ่งชี้ขาดชัยชนะ คือ อาวุธ หรือความสามารถทางการทูต แต่ความเป็นจริงที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นทุกวัน ก็คือในยุคสมัยของสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ที่ทั้งการใช้อาวุธที่เป็นสงครามแบบดั้งเดิม ควบคู่ไปกับสงครามรูปแบบใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์ และสงครามข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น  นอกจากนี้ มีแนวรบอีกด้านที่กำลังโดดเด่น คือ แนวรบของเรื่องเล่า ซึ่งเป็นแนวรบที่ฝ่ายตรงข้ามมุ่งหมายใช้เป็นอาวุธหลักเพื่อให้ได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ต้องใช้กำลัง ในสงครามไทย-กัมพูชาในปี 2568 ครั้งนี้ แตกต่างเมื่อปี 2554 เพราะครั้งนี้ นอกจากแนวรบดั้งเดิมที่ตัดสินกันด้วยอาวุธ ยังมีอีกแนวรบหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงมาก และเป็นห่วงกันมากว่าไทยดูจะเสียเชิงฝ่ายตรงข้าม และถูกวิจารณ์ว่าเป็นฝ่ายเดินตามหลังคู่ขัดแย้ง นั่นคือ “สงครามเรื่องเล่า” หรือ Narrative Warfare ซึ่งเป็นแนวรบสำคัญที่ไทยยังตั้งรับยังไม่ทัน ได้แต่เพียงตามแก้ในสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามเปิดเกมรุก สงครามเรื่องเล่า เป็นแนวคิดทางการทหารและการทูตที่ได้รับการพูดถึงจริงจังในแวดวงความมั่นคงศึกษาทั่วโลกมานาน แต่ดูจะยังเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทยที่กำลังรอผลของการนำมาใช้ เฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนใต้ แนวรบสงครามเรื่องเล่าคือ การประกอบสร้าง ปรับแต่ง และเผยแพร่เรื่องเล่า (narrative) อย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อชี้นำการรับรู้ของผู้คนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเป้าหมายเพื่อควบคุมความหมายของเหตุการณ์ หรือกำหนดทิศทางการรับรู้ของสาธารณชน พูดอีกอย่างคือ สมรภูมินี้ คือการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจในการให้ความหมาย เป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจในการเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือ “ความจริง”…

เศรษฐกิจชายแดนยังคงได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

บรรยายกาศเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนฝั่งกัมพูชาในพื้นที่ จ.สุรินทร์ สระแก้ว และอุบลราชธานี ยังคงซบเซาหนัก ร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงปิดกิจการและไม่มีผู้มาจับจ่ายใช้สอย นักท่องเที่ยวต่างยกเลิกการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว และมีการยกเลิกงานอีเวนต์ต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างขาดรายได้อย่างหนัก และผู้ประกอบการบางรายเริ่มแบกรับปัญหาขาดรายได้ไม่ไหวจนทยอยปิดกิจการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ยังคงปรากฏ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ถึงแม้จะมีการผ่อนผันให้ชาวกัมพูชาที่มีวีซ่าทำงานสามารถอยู่ในไทยต่อได้อีก 6 เดือน แต่ชาวกัมพูชายังคงเลือกเดินทางกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง และแม้ผู้ประกอบการจะหาแรงงานไทยหรือชาติอื่นมาทดแทน แต่ต้องเผชิญปัญหาแรงงานทดแทนไม่มีทักษะความสามารถที่เทียบเท่าแรงงานชาวกัมพูชา ซึ่งทำให้ธุรกิจบางอย่างต้องหยุดชะงักลง เช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง