ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาทำให้กองทัพมีอำนาจมากขึ้น

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ DW ของเยอรมนี เผยแพร่บทความระบุว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้กองทัพมีอำนาจมากขึ้น ในขณะที่รัฐบาลพลเรือนอ่อนแอลง โดยไทยเกิดการรัฐประหารมาแล้วอย่างน้อย 12 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2474 และกองทัพได้เข้ามามีบทบาทสำคัญทางการเมืองมายาวนาน แม้การรัฐประหารครั้งใหม่อาจไม่ได้ใกล้เข้ามาในขณะนี้ แต่กองทัพกำลังขยายอิทธิพลมากขึ้นหลังจากการปะทะกันตามแนวชายแดนครั้งล่าสุด ซึ่งทำให้กองทัพมีอิสระอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติการ ขณะที่การควบคุมจากพลเรือนมีน้อย โดยหลังจากการรั่วไหลของคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม./รมว.วธ. กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ทำให้รัฐบาลอ่อนแอลง ขณะที่อนาคตของรัฐบาลขึ้นอยู่กับคำตัดสินของศาลทั้งคดีของ น.ส.แพทองธาร และนายทักษิณ ชินวัตร อดีต นรม. ซึ่งการล่มสลายทางการเมืองของตระกูลชินวัตรและพรรค พท. จะทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมและกองทัพแข็งแกร่งขึ้น

กระแสเรียกร้องการเยียวยาเจ้าหน้าที่ จชต. ให้เท่าเทียมกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

จากกรณีที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบการเยียวยาผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะได้รับเงินเยียวยาคนละ 10 ล้านบาท และประชาชนได้รับคนละ 8 ล้านบาทนั้น พบกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาการเยียวยาเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ จชต.อย่างเท่าเทียมเช่นกันด้วย โดยมี จ.ส.ต.วรวิทย์ ณะรัตตะ (จ่าปืน EOD) ผบ.หมู่ ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด จ.นราธิวาส ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่จนสูญเสียขาทั้งสองข้าง ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะตัดพ้อและเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเยียวยาเจ้าหน้าที่ใน จชต.มากขึ้น เนื่องจากเผชิญกับความเสี่ยงและความสูญเสียต่อชีวิตไม่ต่างกัน แต่กลับไม่ได้รับสิทธิประโยชน์หรือการเยียวยาในระดับเดียวกับกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา และพบเจ้าหน้าที่ จชต.อื่น ๆ ออกมาแสดงการสนับสนุนด้วย ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและความเห็นใจจากประชาชน ซึ่งมองว่าเจ้าหน้าที่ทุกพื้นที่ล้วนเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย จึงควรได้รับการดูแลและเยียวยาอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติหรือแบ่งแยกตามพื้นที่ปฏิบัติการ

กัมพูชาแพ้ไทยในสงครามข้อมูลข่าวสาร

นิตยสาร The Diplomat ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความของนาย Jay Sophalkalyan ผู้สื่อข่าวชาวกัมพูชา ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทยรอบล่าสุดทำให้แนวคิดชาตินิยมขยายตัวไปสู่โลกออนไลน์ โดยอินฟลูเอนเซอร์ในกัมพูชาต่างทำคอนเทนต์เพื่อสื่อสารว่า สื่อต่างประเทศเสนอข่าวเข้าข้างไทยมากกว่ากัมพูชา เพราะไทยเป็นประเทศใหญ่กว่า มีเครือข่ายมากกว่า แต่ผู้เขียนบทความเห็นว่าสาเหตุเป็นเพราะกัมพูชาไม่มีความเป็นอิสระของสื่อ สื่อไทยค่อนข้างหลากหลาย แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่ยังมีการรายงานเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะในสื่อภาษาอังกฤษและสื่อออนไลน์ โดยกรุงเทพฯ ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานตัวแทนสื่อต่างประเทศที่สำคัญทั่วโลก ขณะที่กัมพูชาแม้จะมีการเลือกตั้งเป็นระยะแต่รัฐบาลพรรคเดียวครองอำนาจ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการทำลายสื่ออิสระ นักข่าวที่พยายามเปิดโปงความจริง เช่น การทุจริต การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ มักเผชิญกับการคุกคามหรือต้องติดคุก จึงเป็นสาเหตุที่ไม่ค่อยมีรายงานข่าวจากมุมมองของกัมพูชา และกัมพูชาไม่มีทางชนะสงครามข้อมูลข่าวสารด้วยการแจกสคริปต์ชุดเดียวกันให้อินฟลูเอนเซอร์ โดยที่ไม่มีการตรวจสอบจากบุคคลที่สามหรือสื่ออิสระ จึงไม่สามารถเรียกร้องให้โลกฟังเสียงของกัมพูชาได้

วิกฤตไทย–กัมพูชาสะท้อนบทบาทกองทัพท่ามกลางสุญญากาศทางการเมือง

  เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความระบุ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าศูนย์กลางอำนาจของไทยอยู่ที่กองทัพ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่มีความไม่มั่นคง โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม.อยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ นรม.ตามคำสั่งศาล และอาจถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งเช่นเดียวกับนายเศรษฐา ทวีสิน อดีต นรม. พร้อมอ้างความเห็นนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า กองทัพเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของไทยในการเจรจาหยุดยิง อีกทั้งกองทัพยังเป็นผู้ควบคุมการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้กองทัพใช้อำนาจเชิงยุทธศาสตร์

จีนยินดีต่อการบรรลุข้อตกลงร่วมไทย-กัมพูชาในการประชุม GBC ที่มาเลเซีย

โฆษก กต.จีน ตอบคำถามสื่อกรณีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ (General Border Committee-GBC) ที่มาเลเซีย เมื่อ 7 ส.ค.68 ว่า จีนยินดีที่ไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงร่วมเกี่ยวกับข้อตกลงในการดำเนินการ กลไกการตรวจสอบ และการติดตามผลการหยุดยิง เพื่อวางรากฐานสำหรับการหยุดยิงที่มีประสิทธิภาพและเสริมสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสองฝ่าย ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าการเจรจาและปรึกษาหารือเป็นหนทางที่ถูกต้องในการแก้ไขข้อพิพาท ทั้งนี้ จีนยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและยุติธรรม สนับสนุนให้ไทยและกัมพูชายกระดับการติดต่อสื่อสารและจัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสม สนับสนุนการแก้ไขปัญหาขัดแย้งทางการเมืองผ่านวิถีอาเซียน (ASEAN Way) และพร้อมที่จะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อไปเพื่อการยุติข้อพิพาทอย่างสันติ

จับตามองบทบาทของสหรัฐฯ ที่จะกลับมาในอาเซียนอีกครั้ง

การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับประเทศอาเซียน (U.S.-ASEAN Meeting Summit) ครั้งที่ 13 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียในปลายตุลาคม 2568 น่าจะเป็นสัญญานที่ดีต่ออาเซียนว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับความร่วมมือในกรอบพหุภาคี คืออาเซียน นอกจากนี้ ในการประชุมครั้งนี้ นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็จะต้องเดินทางมาด้วย เพื่อเข้าร่วมประชุมในกรอบสำคัญ ๆ กับอาเซียน เช่นเดียวกับนักธุรกิจของสหรัฐฯ ก็จะมีการประชุมกับนักธุรกิจของอาเซียนด้วย แต่สิ่งที่น่าจับตามองในเรื่องนี้คือ หากประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับอาเซียนจริง ก็น่าจะจับตามองถึงการที่สหรัฐฯ จะเพิ่มบทบาทและการเกี่ยวพันกับประเทศในภูมิภาคมากขึ้นจากที่มีอิทธิพลด้านการทหาร แนบแน่นกับหลายประเทศในภูมิภาคนี้  เฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชาว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพลิกประวัติศาสตร์เยือนกัมพูชาหรือไม่ เพราะกัมพูชาเปิดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ มากขึ้น เช่น เพิ่มความโปร่งใสในการเปิดฐานทัพเรือเรียมให้ต่างประเทศเข้าแวะเทียบท่ามากขึ้น รวมทั้งการเยือนของเรือรบสหรัฐฯ ที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ ในรอบ 8 ปี เมื่อ ธันวาคม 2567 พร้อมผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นอินโดแปซิฟิก (USINDOPACOM) ของสหรัฐฯ กองทัพกัมพูชายังเพิ่มความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ในกรอบการเจรจาในกรอบ Bilateral Defense Dialogue ระหว่างกองทัพกัมพูชากับ USINDOPACOM เมื่อ 24-25 กรกฎาคม…

มาเลเซียพร้อมส่งคณะสังเกตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 5 ส.ค.68 ว่า รัฐบาลมาเลเซียพร้อมส่งคณะสังเกตการณ์เฝ้าติดตามเพื่อดูแลความสงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หากได้รับการร้องขอจากทั้งสองฝ่าย ปัจจุบันสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังอยู่คงตึงเครียดและอ่อนไหว ขณะที่มาเลเซียได้รับอนุญาตให้ติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังผ่านระบบดาวเทียมร่วมกับสมาชิกอาเซียน

ญี่ปุ่นยืนยันไม่มีแผนมอบโดรนติดอาวุธให้ไทย

สอท.ญี่ปุ่น ณ กรุงพนมเปญ กัมพูชา เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก เมื่อ 6 ส.ค.68 กรณีปรากฏข่าวสารว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะจัดหาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ติดอาวุธให้ไทย ว่า ข่าวสารดังกล่าวเป็นข่าวปลอม และรัฐบาลญี่ปุ่นไม่เคยมีแผนมอบยุทโธปกรณ์ดังกล่าวให้ไทย อีกทั้งไม่เคยได้รับการร้องขอจากไทย พร้อมย้ำว่าการมอบความช่วยเหลือของญี่ปุ่นจำกัดเฉพาะกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศโดยตรง และรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชากับไทยเพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะสันติภาพโดยเร็ว อีกทั้งคาดหวังให้ชาวกัมพูชาสามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้อย่างสันติโดยเร็วที่สุด และญี่ปุ่นขอบคุณบุคคลที่ไม่เผยแพร่ข่าวปลอมดังกล่าว

ต่างประเทศรายงานการประชุมระหว่างไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย

  สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ติดตามพัฒนาการสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยอ้างถึงผลกระการประชุมประเด็นพื้นที่ชายแดนระหว่างผู้แทนไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย หรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee-GBC) ซึ่งเป็นการประชุมทวิภาคีของฝ่ายทหาร ที่เกิดขึ้นหลังจากทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เป้าหมายสำคัญคือการรักษาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศหยุดยิงในปัจจุบัน รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความขัดแย้งประเด็นชายแดนระหว่างกันอีกในอนาคต โดยผู้แทนของมาเลเซียระบุว่าจะใช้กลไกอาเซียนทำหน้าที่เป็นคณะติดตามความคืบหน้า (monitoring team) ด้วย ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่จะมีการหารือครั้งสำคัญใน 7 สิงหาคม 2568 ที่คาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม ตลอดจนมีผู้แทนจากต่างประเทศสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งมาเลเซีย จีน และสหรัฐฯ สื่อต่างประเทศมีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ยังคงรายงานถึงสาเหตุความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ และการดำเนินการของไทยและกัมพูชาที่เชิญผู้แทนต่างประเทศลงพื้นที่เพื่อให้รับทราบข้อมูล นอกจากนี้ สื่อยังรายงานว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นยังมีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูง เนื่องจากยังมีบรรยากาศไม่ไว้วางใจกันระหว่างทหารและประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกับว่าละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมและโจมตีพลเรือน สำหรับความเคลื่อนไหวของฝ่ายทหาร สื่อมวลชนอ้างท่าทีของฝ่ายไทยที่ระบุว่าปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลังและไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยมีข้อมูลว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังพลเข้าสู่พื้นที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ และระดมกำลังพลเพิ่มเติม นอกจากประเด็นสถานการณ์ในพื้นที่ สื่อต่างประเทศให้ความสนใจการรายงานข่าวสารและข่าวปลอม รวมทั้งข้อมูลบิดเบือนที่เกิดขึ้นจำนวนมากผ่านสื่อสังคมออนไลน์…