สื่ออินเดียติดตามรายงานการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา

สื่อหลักของอินเดียยังคงให้ความสำคัญในการติดตามรายงานสถานการณ์การปะทะระหว่างไทยและกัมพูชา  อาทิ สนข.The Press Trust of India (PTI) และเว็บไซต์ ndtv.com เมื่อ 29 ก.ค.68 อ้างสนข. AP ประเด็นการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชาว่าจะเกิดขึ้นตามกำหนดหรือไม่ โดยกองทัพไทยกล่าวว่ากัมพูชาเปิดฉากโจมตีในหลายพื้นที่หลังจากการหยุดยิงที่ควรมีผลตามกำหนด ในขณะที่กัมพูชาปฏิเสธไม่มีการยิงโจมตีสถานที่ใด ๆ

Delulu is the Solulu : กับแนวคิดสงครามข่าวสารในช่วงความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา

ห้วงเกิดที่เกิดภาวะความไม่สงบหรือภาวะสงคราม สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาและไม่จำกัดอยู่แค่ไหนสนามรบ คือ การต่อสู้กันด้วยข้อมูลข่าวสาร หรือ “สงครามข่าวสาร” ที่คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายสร้างขึ้น เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในสื่อสารมวลชน และเพื่อชี้นำความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของผู้คนทั้งภายในประเทศและในประชาคมโลก และการไหลบ่าของข้อมูลทั้งข้อมูลจริง-เท็จ-บิดเบือนปะปนกันอย่างมากมาย ซึ่งเห็นได้ชัดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มีเริ่มการตอบโต้ทางการทหารเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 แนวคิดใหม่ ๆ อย่าง Delulu is the Solulu” ก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจที่สามารถนำมาใช้ในบริบทของปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations) และสงครามจิตวิทยา (Psychological Warfare) ด้วย ก่อนที่จะไปดูกันว่า Delulu กับแนวคิดสงครามข่าวสารถูกใช้งานอย่างไร อยากจะชวนมาทำความรู้จักกับแนวคิด Delulu is the Solulu เพราะเชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่คุ้น หรือไม่เคยได้ยินแนวคิดนี้มาก่อน จริง ๆ แล้ว แนวคิด “Delulu is the Solulu” เป็นวลีแสลงที่ได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ในระยะหลัง โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ย่อมาจาก…

สื่อต่างประเทศรายงานกรณีไทย-กัมพูชาหยุดยิง แต่การเจรจาระดับกองบัญชาการทหารยังไม่เกิดขึ้น

สื่อต่างประเทศเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 รายงานกรณีผู้นำไทยและกัมพูชาพบหารือกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เพื่อทำข้อตกลงหยุดยิง โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเข้าร่วมด้วย ผลการหารือ ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะหยุดยิงในเวลา 00.00 น.ของ 28 กรกฎาคม 2568 และตั้งกลไกหารือกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับฟื้นฟูช่องทางการติดต่อระหว่างกันทั้งในมิติการทูตและการทหาร

การเจรจาไทย-กัมพูชาที่มาเลเซียเป็นประเด็นที่สื่อต่างชาติติดตาม

สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 ให้ความสนใจติดตามสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เฉพาะอย่างยิ่งกรณีผู้นำรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศจะพบและเจรจากันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เพื่อแก้ไขปัญหาความตึงเครียดบริเวณพรมแดนที่มีการปะทะและตอบโต้กันด้วยมาตรการทางทหารอย่างต่อเนื่องจนทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยจำนวนมาก สำหรับการเจรจาจะมีขึ้นในเวลา 15.00 น.

ท่าทีภาคส่วนเศรษฐกิจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

  ส.อ.ท. สทท. หอการค้าไทย สภาธุรกิจไทย-กัมพูชา นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ประเมินถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยประมาณการมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท/วัน และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้ออาจมีมูลค่าความเสียหายในช่วงครึ่งหลังปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 110,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยมีความเข้าใจ และได้ปรับแผนธุรกิจ โดยเปลี่ยนไปใช้การส่งออกผ่านทางเครื่องบิน หรือทางเรือแทน หรือใช้วิธีส่งไปขายในพื้นที่อื่น หรือด่านชายแดนฝั่งอื่นแทน ทั้งนี้ ภาคส่วนเศรษฐกิจได้แสดงท่าทีร้องขอต่อรัฐบาลด้วยคือ การหาแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัย หรือมาตรการคุ้มครองธุรกิจไทยในกัมพูชาด้วย รวมถึงการมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ/ผู้ค้ารายย่อยไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย

บทบาทผู้นำสหรัฐฯ กรณีไทย-กัมพูชา เสริมยุทธศาสตร์แข่งขันอิทธิพลกับจีน

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 ว่าได้หารือกับไทยและกัมพูชาเพื่อให้หยุดยิงระหว่างกัน รวมทั้งได้รับการตอบรับจากผู้นำกัมพูชาเมื่อ 27 กรกฎาคม 2568 ว่าพร้อมจะหยุดยิงกับไทย ทำให้บทบาทผู้นำโลกของสหรัฐฯ

ประเด็นสำคัญที่สื่อต่างชาติรายงานถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา : การปะทะ ผลกระทบ และแนวโน้ม

สถานการณ์ความตึงเครียดและการปะทะทางทหารบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชาระหว่าง 24-27 กรกฎาคม 2568 ยังคงได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศที่เน้นรายงานท่าทีอย่างเป็นทางการของรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายที่ปัจจุบันแสดงจุดยืนว่าต้องการสันติภาพและหยุดยิงระหว่างกัน ตลอดจนมีการประเมินว่าไทยยังคงเป้นฝ่ายได้เปรียบทางการทหารและเศรษฐกิจมากกว่ากัมพูชมหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

Timeline ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ต่อความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

มหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐฯ ติดตามและแสดงบทบาทในสถานการณ์ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา โดยสหรัฐฯ มีท่าทีทันทีในวันที่ไทยกับกัมพูชาเริ่มปะทะกันทางทหารบริเวณพรมแดน เมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 โดยเริ่มจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ เมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 เผยแพร่แถลงการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว 2 ฉบับ และต่อมาเมื่อ 25 กรกฎาคม 2568

ประเด็นสำคัญที่สื่อต่างชาติรายงานถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา : การปะทะ ผลกระทบ และแนวโน้ม

สถานการณ์ความตึงเครียดและการปะทะทางทหารบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชาระหว่าง 24-27 กรกฎาคม 2568 ยังคงได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศที่เน้นรายงานท่าทีอย่างเป็นทางการของรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายที่ปัจจุบันแสดงจุดยืนว่าต้องการสันติภาพและหยุดยิงระหว่างกัน ตลอดจนมีการประเมินว่าไทยยังคงเป้นฝ่ายได้เปรียบทางการทหารและเศรษฐกิจมากกว่ากัมพูชม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในพื้นที่พรมแดนยังน่าห่วงกังวล เพราะมีรายงานการยิงตอบโต้และการปะทะทางทหาร รวมทั้งมีรายงานการยึดครองพื้นที่บริเวณพรมแดนเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการทหาร ปฏิบัติการทางทหารต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานว่าปัจจุบันคนไทยประมาณ 140,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ชาวกัมพูชาประมาณ 38,000 ต้องอพยพออกจากพื้นที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกัน ประชาชนชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบและต้องอพยพจากพื้นที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ โดยวิตกว่าสถานการณ์ที่ยืดเยื้อจะทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารและของใช้ที่จำเป็น เนื่องจากปัจจุบันความช่วยเหลือจากรัฐบาลค่อนข้างจำกัด แม้ว่าจะมีความพยายามระดมความช่วยเหลือจากพื้นที่ใกล้เคียงแล้วก็ตาม นอกจากนี้ สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานมาตรการของฝ่ายไทยที่ประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่เสี่ยงเพื่อควบคุมสถานการณ์ มีการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวช่วยเหลือประชาชน ขณะที่ภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่อื่น ๆ อยู่ระหว่างระดมความช่วยเหลือไปให้ผู้ทีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ผู้นำต่างประเทศแสดงบทบาทโน้มน้าวและไกล่เกลี่ยให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิง ตลอดจนเข้าสู่กระบวนการเจรจายุติความขัดแย้ง ทั้งผู้นำมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน และที่สำคัญเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 คือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยว่าได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำไทยและกัมพูชาเพื่อโน้มน้าวให้หยุดยิงทันที รวมทั้งแก้ไขปัญหาความตึงเครียดและสร้างสันติภาพด้วยการเจรจา โดยผู้นำสหรัฐฯ  โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีนัยถึงการใช้นโยบายภาษีตอบโต้เป็นเงื่อนไขโน้มน้าวไทย-กัมพูชาให้ยุติการปะทะ โดยระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันบังเอิญเกิดขึ้นพร้อมกับที่ไทยและกัมพูชาเจรจาเรื่องการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ จะไม่ทำข้อตกลงใด ๆ กับทั้ง 2 ฝ่าย จนกว่าสถานการณ์ปะทะและต่อสู้จะยุติลง…

สนธิสัญญาเจนีวากับปฏิบัติการทางทหาร : หลักมนุษยธรรมท่ามกลางความขัดแย้ง

สงครามถือเป็นปรากฎการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอย่างหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติการทางทหารในยามสงครามนั้น มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของยุทธวิถีและอำนาจ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น แม้ในสถานการณ์ที่โหดร้ายในการทำสงคราม ยังคงมีหลักการและข้อตกลงที่มุ่งลดทอนความทุกข์ทรมาน เพื่อจำกัดความโหดร้ายและปกป้องมนุษยชาติ นั่นคือ “สนธิสัญญาเจนีวา” (Geneva Conventions) ซึ่งวางกรอบทางกฎหมายและมนุษยธรรมสำหรับการปฏิบัติการทางทหาร สนธิสัญญาเจนีวาคืออะไรและเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารอย่างไร ? สนธิสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) คือ ชุดข้อตกลงระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นเพื่อวางรากฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law – IHL) หรือที่รู้จักกันในชื่อ กฎหมายว่าด้วยสงคราม (Law of War) จุดประสงค์หลักคือการจำกัดผลกระทบของสงคราม โดยเฉพาะการปกป้องบุคคลที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง เช่น พลเรือน บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่สิ้นสภาพการสู้รบ เช่น ผู้บาดเจ็บ เชลยศึก  สนธิสัญญาเจนีวาไม่ใช่ข้อเสนอแนะทางศีลธรรม แต่เป็น ข้อผูกพันทางกฎหมาย ที่ทุกประเทศที่ให้สัตยาบัน (ปัจจุบันเกือบทุกประเทศทั่วโลก) ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดในระหว่างการปฏิบัติการทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือภายในประเทศ สนธิสัญญาเจนีวา มี 4 ฉบับที่ลงนามและปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 12 สิงหาคม 2492 และเป็นรากฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในปัจจุบัน ได้แก่…