กัมพูชาปฏิเสธกรณีไทยระบุว่ากองทัพกัมพูชายิง M79

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 รายงานปฏิเสธกรณีสื่อมวลชนไทยอ้างว่ากองทัพกัมพูชายิงระเบิด M79 โจมตีฐานที่มั่นของกองทัพไทย ใกล้บริเวณชายแดนจังหวัดพระวิหาร โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่าข้อกล่าวหาของไทยไม่มีหลักฐาน และต้องการให้แก้ไขการสื่อสารโดยเร็ว เนื่องจากการรายงานดังกล่าวเท่ากับสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม และอาจทำให้เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ รายงานของสื่อมวลชนไทยทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพกัมพูชาเสื่อมเสียด้วย กัมพูชาให้ความสำคัญกับการแก้ไขเนื้อหาที่สื่อมวลชนรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างมาก เนื่องจากมีมุมมองว่าเนื้อหาที่ไม่ชัดเจนจะส่งผลเสียต่อบรรยากาศความมั่นคง ทั้งนี้ นอกจากโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาจะมีถ้อยแถลงแล้ว ยังมีรายงานว่าฝ่ายประชาสัมพันธ์ สังกัดกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ส่งหนังสือประท้วงไปยังศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ด้วยอีกช่องทาง พร้อมเรียกร้องไทยให้ปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคี สถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากมีรายงานเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารยั่วยุกันในพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษของไทย และจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา โดยมีรายงานได้ยินเสียงระเบิด แม้ยังไม่มีรายละเอียด แต่ฝ่ายไทยเตรียมความพร้อมด้านการทหารเพื่อรับมือกับสถานการณ์อ่อนไหว ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวค่อนข้างมีความเสี่ยงเกิดการปะทะหรือการยั่วยุทางทหาร เพราะเคยเกิดเหตุปะทะ ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีคณะสังเกตการณ์ของอาเซียน (ASEAN Observer Team-AOT) ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูลบ่อยครั้ง เนื่องจากมีโบราณสถานที่เป็นมรดกโลกตั้งอยู่ จึงได้รับความสนใจจากอาเซียนและนานาชาติ มีข้อสังเกตว่าปัจจุบันสื่อมวลชนกัมพูชาและสื่อมวลชนไทยมีบทบาทและอิทธิพลในการนำเสนอข้อมูลสถานการณ์บริเวณชายแดนค่อนข้างมาก เนื่องจากได้รับความสนใจจากรัฐบาลและประชาชนของทั้ง 2 ฝ่าย ขณะเดียวกันก็อาจเป็นช่องทางหรือเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างความได้เปรียบในสถานการณ์ความตึงเครียดครั้งนี้

มาเลเซียตรวจพบเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านลักลอบขนถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือในทะเลจีนใต้

 มีรายงานเมื่อ 14 พ.ค.69 ว่า หน่วยบังคับใช้กฎหมายทางทะเลมาเลเซีย (MMEA) มาเลเซีย ตรวจพบเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับอิหร่านใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายลักลอบขนถ่ายน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ จากเรือสู่เรือ ห่างจากชายฝั่งรัฐยะโฮร์ประมาณ 70 กม. ในเขตท่าเรือนอกชายฝั่ง ตอ. (Eastern Outer Port Limit-EOPL) ในทะเลจีนใต้  ก่อนหน้านี้ กลุ่ม United Against Nuclear Iran (UANI) ของสหรัฐฯ เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมพบเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านลักลอบขนถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือกว่า 42 ครั้งในพื้นที่ EOPL นับตั้งแต่ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เมื่อ 28 ก.พ.69 พร้อมตำหนิว่า การที่มาเลเซียไม่ดำเนินการใด ๆ ต่อกิจกรรมผิดกฎหมายนี้ ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับอิหร่าน จีน และกลุ่มเรือขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย อย่างไรก็ดี ผอ.MMEA ยืนยันว่า มาเลเซียไม่สนับสนุนการถ่ายโอนน้ำมันจากเรือสู่เรือที่ดำเนินการนอกเขตที่ได้รับอนุญาต เพราะมีความเสี่ยงสูงที่อาจเกิดการรั่วไหลของน้ำมันในน่านน้ำห่างไกล

ไต้หวันคัดค้านท่าทีของประธานาธิบดีจีนในประเด็นสถานะของไต้หวัน

นายเซียว กวง เว่ย (Hsiao Kuang-Wei) โฆษก กต.ไต้หวัน แสดงท่าทีคัดค้านกรณีประธานาธิบดีจีน กล่าวถึงสถานะของไต้หวันว่า เป็นส่วนหนึ่งของจีน ระหว่างการพบหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อ 14 พ.ค.69 ว่า จีนไม่มีความชอบธรรมในการอ้างสิทธิเหนือไต้หวัน ทั้งย้ำว่า หากพิจารณาจากกิจกรรมทางทะเลของจีนห้วงที่ผ่านมา ประเมินว่า จีนเป็นภัยคุกคามเดียวที่ส่งผลต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค โดยไต้หวันจะร่วมมือกับสหรัฐฯ และประเทศที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพและประชาธิปไตยสร้างกรอบความร่วมมือที่มั่นคงในภูมิภาคต่อไป

สหรัฐฯ กำลังเจรจากับเดนมาร์กเพื่อตั้ง 3 ฐานทัพใหม่ในกรีนแลนด์

สนข. BBC รายงานเมื่อ 12 พ.ค.69 ว่า  กห.สหรัฐฯ พยายามเจรจากับทางการเดนมาร์กเพื่อจัดตั้งฐานทัพใหม่ 3 แห่งทางตอนใต้ของดินแดนกรีนแลนด์ โดยมุ่งหวังประโยชน์ด้านการสอดแนม และติดตามความเคลื่อนไหวทางทะเลของจีนและรัสเซีย ในน่านน้ำระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักร หรือช่อง GIUK ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าหนึ่งในสามฐานทัพที่จะจัดตั้งใหม่ จะอยู่ที่เมืองนาร์ซาร์ซูอัค ซึ่งสหรัฐฯ เคยใช้เป็นฐานทัพในอดีตและมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการทหาร อนึ่ง สหรัฐฯ โดยกองบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศอเมริกาเหนือ (NORAD) เคยตั้งฐานทัพถึง 17 ฐาน ในห้วงสงครามเย็น เพื่อเฝ้าระวังภัยทางอากาศและการปล่อยขีปนาวุธจากสหภาพโซเวียต

อิตาลีเตรียมออกกฎหมายรื้อฟื้นโครงการพลังงานนิวเคลียร์

 ถ้อยแถลงของนางจอร์เจีย เมโลนี นรม.ของอิตาลี เมื่อ 13 พ.ค.69 ระบุว่า รัฐบาลจะออกกรอบกฎหมายภายใน มิ.ย.-ส.ค.69 เพื่อฟื้นฟูการผลิตพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง หลังยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์มาตั้งแต่ปี 2529 จากผลประชามติภายหลังเกิดเหตุภัยพิบัติเชอร์โนบิล โดยรัฐบาลมีแผนนำเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กรุ่นใหม่จากภาคเอกชนกลับมาใช้ (Small Modular Reactors-SMRs) เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และลดต้นทุนพลังงาน ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน   ด้านพรรคฝ่ายค้าน บางฝ่ายสนับสนุนแนวทางเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะที่บางฝ่ายกังวลเรื่องต้นทุน พลังงานหมุนเวียน และปริมาณกากนิวเคลียร์ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำนโยบายพลังงานและอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมมากขึ้น

รอบรั้วอาคเนย์ ปักษ์แรก พ.ค.69

รอบรั้วอาคเนย์ Intelligence Report by NIA ฉบับปักษ์แรก พฤษภาคม 2569
รายงานสถานการณ์และบทบาทของผู้นำที่น่าสนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมประเมินแนวโน้ม

สหรัฐฯ มีมุมมองว่าไทยยังมีปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

สหรัฐฯ ใช้การเผยแพร่รายงานทบทวนนโยบายการค้าของประเทศอื่น ๆ เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นเครื่องมือส่งสัญญาณกดดันให้ประเทศคู่ค้า ปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของนักลงทุนและนักธุรกิจชาวอเมริกัน โดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐฯ ปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก หรือ America First ล่าสุด USTR หรือสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อ 30 เมษายน 2569 เผยแพร่รายงาน 2026 Special 301 Report หรือรายงานการประเมินนโยบายปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property-IP) ของคู่ค้าสหรัฐฯ ทั่วโลกมากกว่า 100 ประเทศ รวมทั้งไทย เพื่อเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณา และให้นักธุรกิจอเมริกันใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนเพิ่มพูนความร่วมมือกับต่างประเทศ ประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก และเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ USTR จัดให้สหภาพยุโรป (EU) อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง (Watch List) เป็นครั้งแรก เนื่องจาก EU ออกกฎหมาย General Pharmaceutical Legislation ที่อาจขัดขวางบริษัทยาของสหรัฐฯ ไม่ให้สามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ใน EU รวมทั้งอาจบังคับให้บริษัทสหรัฐฯ ต้องเผยแพร่ข้อมูลมากขึ้น…

CyberXplore ปักษ์แรก พ.ค.2569

CyberXplore ฉบับปักษ์แรกเดือนพฤษภาคม 2569 รายงานสถานการณ์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากทั่วโลก สรุปเหตุการณ์สำคัญและแนวโน้มภัยคุกคามในรอบ 15 วัน
เพื่อยกระดับการรับรู้และเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วน

กัมพูชาปราบปรามสแกมเมอร์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ 

กัมพูชาเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศและป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ล่าสุดเมื่อ 13 พฤษภาคม 2569 โฆษกรัฐบาลกัมพูชาระบุว่าสามารถจัดกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ได้ 40 ราย จากการปฏิบัติการปราบปรามเมื่อ 11 พฤษภาคม 2569 ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงอยู่ระหว่างการสืบสวนหาผู้กระทำความผิดเพิ่มเติม รวมทั้งผู้ที่สนับสนุนเงินทุนให้กับสแกมเมอร์ ปัจจุบัน กัมพูชาจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีนจำนวน 38 ราย และชาวกัมพูชาจำนวน 2 ราย ในจังหวัด Tbong Khmum จังหวัด Preah Sihanouk และจังหวัด Battambang ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มสแกมเมอร์และฐานการก่ออาชญากรรมทางการเงิน รัฐบาลกัมพูชามีกฎหมายใหม่สามารถดำเนินคดีต่อชาวต่างชาติและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางการเงินได้ รวมทั้งสามารถดำเนินคดีข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย สะท้อนว่า รัฐบาลกัมพูชาใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือบริหารจัดการความมั่นคงและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มสแกมเมอร์ที่ขยายตัวมากขึ้น และทำให้นานาชาติมีมุมมองเชิงลบต่อความปลอดภัยในกัมพูชา กัมพูชาเร่งแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นานาชาติ เนื่องจากที่ผ่านมา กัมพูชาเผชิญกระแสวิจารณ์ว่าเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ หรือ “Scam hub” จนทำให้กระทบต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของกัมพูชา รวมทั้งอาจไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดระหว่างกัมพูชา-ไทย บริเวณชายแดน เนื่องจากกัมพูชามีภาพลักษณ์ที่ไม่น่าเชื่อถือจากปัญหาสแกมเมอร์ ดังนั้น ปัจจุบัน รัฐบาลกัมพูชาต้องเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของต่างประเทศว่ากัมพูชาต่อต้านการก่ออาชญากรรมทางการเงิน การหลอกลวง และพร้อมร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อรักษาความมั่นคง

อินเดียจัดการประชุมกลุ่ม BRICS ระดับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ

อินเดียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกลุ่มความร่วมมือในกรอบ BRICS ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่าง 14-15 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงนิวเดลี อินเดีย โดยการประชุมครั้งนี้จะให้ความสำคัญกับความร่วมมือของสมาชิกกลุ่ม BRICS และหุ้นส่วน ที่สำคัญคือกลุ่มประเทศโลกใต้ หรือ Global South และไทย  เป็นหุ้นส่วนของกลุ่ม BRICS ด้วย  การประชุมดังกล่าวจะหารือประเด็นสถานการณ์สำคัญระดับโลก ได้แก่ สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน สำหรับสมาชิกสำคัญของกลุ่ม BRICS คือประเทศเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ จากนั้นมีการเพิ่มสมาชิก ได้แก่ อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) และอินโดนีเซีย ด้านซาอุดีอาระเบียสนใจสมัครเป็นสมาชิก แต่ยังอยู่ในกระบวนการเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ประเด็นที่น่าสนใจในการประชุม BRICS ครั้งนี้ คือ ท่าทีของประเทศสมาชิกต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะมีผู้แทนจากทั้งอิหร่านและ UAE เข้าร่วม นอกจากนี้ กลุ่ม BRICS จะหารือกันด้านความร่วมมือและการส่งเสริมความสามารถในการฟื้นตัวจากวิกฤต…